“กทม.” ในอีก “20 ปี” ข้างหน้า

กทม. ในอีก 20 ปีข้างหน้า สู่การเตรียมตัวปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อนต้อนรับ AEC ที่เปิดเต็มตัวแล้ว และ กทม.เอง กำลังจะเป็น CENTER HUB ที่ใหญ่ที่สุดใน AEC

โดย Admin

“กทม.” ในอีก “20 ปี” ข้างหน้า

กทม. ในอีก 20 ปีข้างหน้า สู่การเตรียมตัวปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อนต้อนรับ AEC ที่เปิดเต็มตัวแล้ว และ กทม.เอง กำลังจะเป็น CENTER HUB ที่ใหญ่ที่สุดใน AEC

AEC มี 10 ประเทศ และอีก3 ประเทศมาร่วมกลุ่มด้วย 3 กลุ่มสุดท้าย คือ ยักษ์ใหญ่ของโลก จีน 1,300 ล้านคน เศรษฐกิจกำลังจะแซงอเมริกาในไม่เกิน 5 ปีนี้ ญี่ปุ่นแม้มีแค่ 350 ล้านคน เศรษฐกิจระดับ 4 ของโลก เกาหลีคนน้อยไม่ถึง 50 ล้านคน แต่เศรษฐกิจเป็น 1 ใน 10 ของโลก

ประชากรรวมกัน จะเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่สุด แค่ 10 ประเทศก็ 800 ล้านคน อีก 3 ประเทศ ก็ประมาณ 2,500 ล้านคน 40% ของโลกและกลุ่มคน ASIANA รุ่นใหม่นี้เขาเรียกว่าเป็น “GEN A” คือ GENERATION ใหม่ ทันสมัยของ ASIA การศึกษาดี คุณภาพชีวิตดี เป็นพ่อค้าหนุ่มสาวของโลก จะมีระดับรายได้สูงอย่างรวดเร็วอยู่ในเมืองใหญ่รายได้จะเพิ่ม 2 เท่าตัวทุก 5 ปี

กทม. จะเป็นเมืองที่ใหญ่ใน AEC 10 ประเทศ ไม่นับจีน ญี่ปุ่น เกากลี กรุงเทพฯ อนาคตต้องเรียกว่า MEGA BKK ปัจจุบัน UN แจ้งว่ามีประชากร 15.5 ล้านคน (แต่ลงทะเบียนแค่ 5.8 ล้านคน) และประเมินกันว่าใน 20 ปีข้างหน้า GREATER BKK ที่จะรวม 5 จังหวัดโดยรอบเข้ามาแล้วจะมีประชากรกว่า 20 ล้านคน น้อง ๆ TOKYO ที่ปัจจุบันมี 28 ล้านคน เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ก็เกือบ 20 ล้านคนในปัจจุบัน

คำถาม คือ เราจะอยู่กันอย่างไรกับประเทศขนาดเล็ก 500,000 ตร.กม. และกรุงเทพฯ ก็แม่ 1,500 ตร.กม. รวมกับ 5 จังหวัดก็ประมาณ 5,000 ตร.กม. วิธีจะมีชีวติอยู่อย่างมีความสุขก็ต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตเป็น “คนเมืองใหญ่” มิใช่เป็น “คนกึ่งเมืองกึ่งชนบท” ในปัจจุบันต้องอยู่ทางสูง HI-RISE และหนาแน่น HI-DENSITY

การเดินทางก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นใช้ “ระบบรางแทนระบบรถยนต์และถนน” เช่นปัจจุบันดู TOKYO/ NEW YORK/ LONDON/ PARIS/ SHIANG HAI ระบบ RAIL ของกทม. กำลังเร่งรีบภายใน 5 ปี จะมีระบบ RAIL 450 กม. เทียบเท่ามาตรฐานเมืองใหญ่ของโลก จะมีสถานีที่ทุกคนมาเปลี่ยนการเดินทางร่วม 4-5 สถานีหลักและจะมี MEGA สถานีอยู่อย่างน้อย 3 แหล่งใหญ่ ๆ “บางซื่อ” จะเป็น GRAND CENTER STATION OF AEC ใน 2-3 ปีข้างหน้า คนจะมาใช้ร่วมวันละ 2 ล้านคน น้อง ๆ TOKYO (3 ล้านคน) อีก 2 สถานีใหญ่ คือ “มักกะสัน” แห่งตะวันออก และสถานีแม่น้ำที่คลองเตย จะเป็นสถานีที่แข่งกับสถานี MARINA SAND ของ SINGAPORE

เมื่อจะต้องเปิดให้โล่ง ตึกต้องสูงขึ้น เปิดพื้นที่คลุมดินให้มากขึ้น ให้ผู้คนมาเดินใช้ชีวิตบนผิวดินได้ นั่นคือ FAR จะสูงขึ้น พร้อมกับ OSR จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย สวนสาธารณะจะเป็นมาตรฐานของคุณภาพชีวิตในเมือง กทม. คงต้องเพิ่มขึ้น 4-5 ปี/คน เป็นอีก 1 เท่า คือ 10 ปี/คน ใกล้ LONDON หรือเช่า APARTMENT ระยะยาวอยู่ทำงานในเมืองและคงต้องมีบ้านหลังที่ 2 นอกเมืองหรือในชนบทที่ตัวเองชอบ คนชั้นกลางรุ่นใหม่ จะมีรายได้ดีพอจะมีบ้าน 2 หลัง

ชีวิตครอบครัวต้องเป็นคนเมือง ลูก ๆ ต้องเรียนในเมือง พักผ่อนในสวนสาธารณะในเมือง SHOPPING เล่นกีฬาในเมือง และใช้ชีวิตชนบทปีละ 3-4 ครั้ง แหล่งงานที่สำคัญก็คงหนีไม่พ้น นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่รอบชานเมือง ในเมืองต้องทำงานด้าน “บริการ SERVICE SECTOR” เป็นหลัก ฟังดูแล้วอีก 20 ปี กทม. กำลังจะเปลี่ยนปรับตัวเอง เราจะเป็นคนเมืองอยู่ใน MEGA BKK ไหวไหม ถ้าไม่ไหวเตรียมตัวให้ดี ย้ายออกไปเป็นชาวเกษตรชนบท ยังมีเวลาจะจัดชีวิต เช่น เป็นชาวสวนทุเรียนที่ระยอง สวนมะม่วงที่เมืองจันทบุรี เป็นต้น

เตรียมตัวให้ดีทั้งคนหนุ่มสาว คนที่จะแก่ในอนาคต เพราะกลุ่มสูงวัยของเรามีมากขึ้นตามลำดับ ประชากรก็ 11% มีอายุเกิน 60 ปีแล้ว พวกนี้ต้องการชีวิตใกล้หมอ ใกล้เพื่อน ไม่ยอมเหงา ต้องมีกิจกรรมรอบตัว ก็เป็นตลาดใหม่ของประเทศเราและ AEC ในอนาคต เตรียมตัวให้ดีครับ 20 ปี เผลอแพลบเดียว

บทความโดย : รศ. มานพ พงศทัต ศาสตราภิชาน