เก็งกำไร เก็งกำไร และเก็งกำไร

คุณจำได้ไหมว่า "ต้มยำกุ้ง" ปี 2540 เกิดขึ้นเพราะอะไร และคุณจำได้ไหมว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดผลกระทบอะไรกับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

โดย Admin

เก็งกำไร เก็งกำไร และเก็งกำไร

คุณจำได้ไหมว่า “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540 เกิดขึ้นเพราะอะไร และคุณจำได้ไหมว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดผลกระทบอะไรกับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเศรษฐกิจที่โตขึ้นปีละ 10% ตกต่ำใน 2 ปี เหลือ GDP ติดลบเป็นประวัติศาสตร์นั้น น่าจะเกิดมาจากสาเหตุ “การเก็งกำไรยกกำลังสาม”

เก็งกำไรยกกำลังสาม

เก็งกำไรในที่นี้ หมายถึง

1. การเก็งกำไรการเงินใน “ตลาดหุ้น” นักลงทุนการเงินในตลาดหุ้นต่างเก็งกำไรกันถ้วนหน้า เก็งกำไรกันเกือบทุกคน

2. การเก็งกำไรใน “อสังหาริมทรัพย์” เช่น การวางมัดจำแล้วนำไปขายต่อเป็นทอด ๆ

3. การเก็งกำไร “ค่าเงินบาท” โดยนาย George Soros

George Soros คือ พ่อมดการเงินของโลกที่เข้ามาปั่นราคาเงินบาท เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยของเราในขณะนั้นยังไม่เป็นมืออาชีพทำให้ถูกเล่นงานจนระบบการเงินของประเทศ ทั้งหุ้น ธนาคาร และสถาบันการเงินใกล้ล้มละลาย

การเก็งกำไรยกกำลังสาม ทำให้เราต้องหันหน้าไปขอพึ่ง IMF (International Monetary Fund) กองทุนการเงินของโลก เอาเงินกู้มาใช้หนี้นอกระบบ และ IMF ก็บังคับให้ไทยขายสมบัติมาใช้หนี้ เช่น บังคับให้ขายธนาคาร ขายสาธารณูปโภค

คนที่ทำให้เจ๊งขณะนั้นก็ต้องยอมรับว่า “รัฐบาลไม่เป็น” ต่อมาก็ “ความโลภ” ของพวกเรา โดยเฉพาะชาวอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นแพะ ก่อให้เกิดการเก็งกำไรในภาคการผลิต และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร “ที่โลภ” ปล่อยกู้ไปเล่นหุ้นไม่เก็งกำไร

ผลคือ “ต้มยำกุ้งแห้งประเทศไทย” เป็นเวลาร่วม 16 ปีมาแล้ว คนไทยลืมง่าย และเหตุการณ์ที่ว่ากำลังจะค่อย ๆ หวนกลับมาอีก จะเห็นได้จากการเก็งกำไรแบบ “ยกกำลัง” ที่กำลังเกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์

ขณะนี้เราสร้างกันเกินความต้องการ หรือ Over-Supply กันมากจนน่ากลัว

40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดที่คลุม 70% ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเทศ เปิดตัวกันคนละ 30 โครงการ โตกัน 20-30% ดูแค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีความต้องการไม่เกิน 100,000 ยูนิต แต่สร้างกันเกินไป 1 เท่าตัว เวลาจะขายก็ต้องขายล่วงหน้า

วิธีการขายล่วงหน้าให้มีคนจอง คนซื้อ ก็ต้อง “เชื้อโรคเก็งกำไร” เข้ามาช่วยขาย เช่น ก่อนเป็นโครงการก็ให้ Staff ลด 10% แล้วก็เปิดให้ลูกค้าเก่าที่ซื้อบ้านและคอนโดอยู่แล้ว จองได้อีก ลดเพิ่ม 10% ก่อนจะเปิดตัว 1 เดือน ก็ลดอีก 10% เพราะฉะนั้นทุกคนเก็งกำไรกันหมด เพราะ Developer สร้างตลาดเก็งกำไรเสียเอง ทำตัวเป็นเจ้ามือตลาดยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว

ทุกคนเป็นนักเก็งกำไรกันหมด เพราะพอเปิดตัวฌครงดาร จองไว้ขึ้นเป็นราคาขาย ได้เก็งกำไร 20-30% ทันที นี่แหละเขาเรียกว่า “การบริหารการเก็งกำไร” ตลาด Developer

ส่วนผู้ซื้อก็คิดจะเป็นนักเสี่ยงโชค ตามขบวนการที่นักพัฒนาวางไว้ เป็นนักเก็งกำไรสมัครเล่นมาต่อยอดให้ตลาด Over-Supply บวมโตเกินเป็น 2 เท่า

ขณะนี้ผู้ประกอบกับนักเก็งกำไรกำลังทะเลากันว่า ใครเป็นคนทำให้ตลาดบวมโตน่ากลัว เพราะผู้ประกอบการก็อ้างว่า ขายได้ เปิดจองขายหมด

ในอสังหาริมทรัพย์คำว่า “ขายได้” เขาจะวัดกัน ตอนโอน ไม่ใช้ ตอนจอง หรือวางดาวน์

ความแตกต่างระหว่างนักเก็งกำไร กับนักลงทุน คือ นักเก็งกำไร จะจอง ดาวน์ แล้วไม่โอน เพราะจะขายให้ได้ก่อน แต่นักลงทุน คือ ผู้ที่จองแล้ว สามารถโอนได้ตามกำหนด

ขณะนี้การเก็งกำไร กำลังเติบโตด้วยผู้ประกอบการเอง ที่เริ่มสร้างตลาดขึ้นมา และกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นนกพิราบแสนบริสุทธิ์ ถูกปั่นตามความโลภให้เดินตาม ในไม่ช้าก็จะพบความจริงว่าปลายทางคืออะไร

นี่คือ ปฐมบทของการเก็งกำไรในประเทศของเรา ดูให้ดีน่าจะเห็นว่าเหมือนกับปี 2540

ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะเก่งขึ้นมากเพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คือ IMF เก่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ถูกการเมืองเร่งรัดพอสมควร

คราวหน้าจะลองเขียนเรื่อง เก็งกำไรที่ประเทศอื่นเขาแก้ปัญหากัน ประเทศที่เก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด คือ ประเทศจีน ที่ถูกอเมริกาตราหน้าว่าอสังหาริมทรัพย์จะล้มลงมาเกือบ 5-8 ปีแล้ว ตลาดเก็งกำไรของจีนทำไมจะเจ็งเสียที ลองมาดูกันคราวหน้าครับ

ขอให้ไทยโชคดี อย่าเอาคนไม่ดีมาเป็นผู้นำหรือผู้บริหารเลยครับ อย่าเอาคนรวยคนโกงแล้วต้องเป็นหนี้เข้าไปในธุรกิจเรา

ผู้เขียน
รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต

Comments

comments