ไปยุโรปตะวันออก กับ RE-CU CEO # 5

FIELD TRIP RE-CU CEO # 5 เราจัดให้ผู้บริหารระดับ CEO ได้เดินทางเยี่ยมชมโครงการต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน สู่ประเทศออสเตรีย และกรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ทำไม 3 ประเทศนี้ จึงเป็นตัวอย่างในการเดินทางในครั้งนี้

โดย RE-CU

ไปยุโรปตะวันออก กับ RE-CU CEO # 5

 

เรื่องเล่า FIELD TRIP RE-CU CEO # 5 เราจัดให้ผู้บริหารระดับ CEO ได้เดินทางเยี่ยมชมโครงการต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน สู่ประเทศออสเตรีย และกรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ทำไม 3 ประเทศนี้ จึงเป็นตัวอย่างในการเดินทางในครั้งนี้

 

ทริปนี้เราเดินทางตรงไปที่เมืองมิวนิค เมืองแห่งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับสาม รองจากเบอร์ลินและฮัมบูร์ก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของยุโรป เราเดินทางเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ BMW (BMW MUSEUM) ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดงวิวัฒนาการของรถยนต์ BMW มีต้นกำเนิดที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน ตึกที่เห็นจะเป็นอาคารรูปทรงกระบอกสูบรถยนต์นั่นคือสำนักงานใหญ่ ส่วนตัวตึกที่มีลักษณะเป็นชามคือพิพิธภัณฑ์ BMW ซึ่งมีค่าก่อสร้างประมาณ 9,500 ล้านบาท คำว่า BMW ย่อมาจาก BAVARIAN MOTOR WORK โดยผู้ผลิตรถยนต์ 3 บริษัทใหญ่ ได้รวมตัวก่อตั้งบริษัทสร้างเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีโลโก้รูปวงกลมใบพัดสีฟ้าขาว ซึ่งหมายถึงลักษณะการหมุนของใบพัดเครื่องบิน ส่วนสีฟ้าและสีขาวเป็นสีประจำแคว้นบาวาเรียนั่นเอง หลังจากนั้นเราแนะนำให้เข้าชมงาน OKTOBERFEST ซึ่งเราตั้งใจจัดให้พักในโรงแรมหรูที่อยู่ใกล้กับงาน OKTOBERFEST ที่ถูกยกย่องว่าเป็นงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่สุดในโลก โดยจะมีขบวนพาเหรดรถม้าบรรทุกถังเบียร์ที่มีผู้เข้าร่วมขบวนกว่า 1,000 คน ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อต่าง ๆ จะมารวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของงาน และความพิเศษของเต็นท์เบียร์ของแต่ละเจ้าของที่จะนำมาเข้าร่วมงานเทศกาลนี้ อีกสิ่งที่สำคัญของงานก็คือพาเหรดที่พลาดไม่ได้ก็คือ ขบวนพาเหรดการแต่งกายแบบดั้งเดิม ขบวนพาเหรดที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยในขบวนพาเหรดจะใช้นักแสดงทั้งหมดกว่า 9,000 คน เดินไปตามเส้นทางต่าง ๆ โดยผู้เข้าชมงานจะได้เห็นความสวยงามของขบวนพาเหรดที่มาพร้อมเครื่องแต่งกายแบบต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค นอกจากนั้นภายในขบวนยังมีทหารในเครื่องแบบโบราณ การเต้นรำ ขบวนรถม้าที่สวยงาม และอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถเดินเข้าเยี่ยมชมงานได้หลายวัน เราไปถึงวันสุดท้ายของการจัดงาน ด้านหน้าโรงแรมจะคึกคักมีผู้คนท้องถิ่นของเยอรมัน และนักท่องเที่ยวแต่งตัวในสไตล์ชุดดั้งเดิมเดินบนถนนอย่างมีความสุขขณะเดินเข้าร่วมงานและเดินกลับออกจากงานเทศกาลในครั้งนี้ เป็นบรรยากาศที่ประทับใจตลอดระหว่างที่พักอยู่ที่นี่

 

เช้าวันใหม่เราพาเข้าสนามกีฬา “ALLIANZ ARENA” ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ มีชื่อเล่นว่า “เรือยาง” (SCHLAUCHBOOT) โดยใช้ทุนสร้างถึง 340 ล้านยูโร สเตเดี้ยมแห่งนี้สร้างมาเพื่อซัพพอร์ตทีมเอฟซีบาร์เยิร์น มิวนิค ชาวมิวนิคต่างภาคภูมิใจกับสถาปัตยกรรมของสนามกีฬา ALLIANZ ARENA แห่งนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ หรือพื้นที่ในการใช้งาน สำหรับความโดดเด่นของสนามฟุตบอลแห่งนี้อยู่ที่การเปลี่ยนสีได้นั่นเอง โดยจะมี 3 สีคือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีขาว ในการเข้าชมครั้งนี้มีทีมบริหารพาเดินชมทุกห้องตั้งแต่ห้องแถลงข่าว ห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัวนักฟุตบอลของทีม ประตูทางออกสู่สนามของนักฟุตบอลก่อนลงแข่ง ห้องอาหาร และได้เดินชมรอบอัศจรรย์ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระบบ สุดท้ายแวะซื้อของที่ระลึก ถูกใจบรรดาแฟนคลับทีมเอฟซีบาร์เยิร์น มิวนิค เป็นอย่างมาก

 

หลังจากนั้นเราไปเยี่ยมชม “ARCHITECH-TOUR” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง OLYMPIC PARK และ OLYPIC TOWER ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับโอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อนในปี ค.ศ. 1972 สวนนี้มีพื้นที่ 530 ไร่ ซึ่ง HILIGHT อยู่ที่หลังคากระโจมยืดหยุ่นขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ของสวนเข้าด้วยกัน โดยการออกแบบจะเลียนแบบใยแมงมุม ไดอะตอม และฟองสบู่ ปัจจุบันสวนนี้ถูกใช้เป็นสวนสาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคมต่าง ๆ และกลายเป็นสวนสำคัญของเมืองมิวนิคแห่งนี้อีกด้วย

 

วันที่สามของการอยู่เมืองมิวนิค เราได้ฟังบรรยายที่ “SUSTAINABLE BUILDING” สำนักงานของ “SIEMENS HEADQUARTERS BUILDING” โดยตึกนี้ได้รับรางวัล “BEST INNOVATION GREEN BUILDING” จาก MIPIM “OSCAR OF THE REAL ESTATE BUSINESS” ได้รับการประกาศยกย่องให้เป็นที่ 1 ในโลก ระดับ PLATINUM ซึ่งเป็นตึกที่ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดอีกด้วย อาคารแห่งนี้ออกแบบโดยบริษัท สถาปนิกชาวเดนมาร์ก HENNIGN LARSEN ARCHITECTS และตึกนี้ยังอยู่ใจกลางเมืองมิวนิคอีกด้วย

 

เช้าวันใหม่เราออกเดินทางจากเมืองมิวนิคแต่เช้า เพื่อเดินทางสู่เมือง ST.WOLFGANG IM SALZKAMMERGUT ประเทศออสเตรีย ใช้เวลานั่งรถเพื่อชมบรรยากาศ 2 ข้างทาง ถึง 3 ชั่วโมงเลย ST.WOLFGANG เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางแนวทะเลสาบ ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณชายเขาชาร์ฟแบร์ก (SCHAFBERG MOUNTAIN) ริมทะเลสาบโวล์ฟกัง หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงของประเทศออสเตรียเป็นเมืองที่มีโรงแรม WELLNESS SPA โดยการใช้วารีบำบัด มีความโดดเด่นเรื่องความสะอาดของน้ำในทะเลสาบ ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำในทะเลสาบที่มีคุณภาพเดียวกันกับน้ำดื่มที่สามารถใช้ดื่มกินได้กันเลยทีเดียว เราพักกันที่โรงแรมริมทะเลสาบที่หรูที่สุดและออกแบบห้องได้เก๋ทุกห้อง โดยทุกห้องสามารถมองเห็นวิวโค้งน้ำสวยที่สุดประจำเมืองนี้เลย เป็นเมืองที่มีความเงียบสงบคนไม่พลุกพล่าน มีความสวยงามของธรรมชาติเกินคำบรรยายจริง ๆ เมืองนี้

 

ตื่นเช้ามาเราเดินทางต่อไปเมืองมรดกโลกที่แสนสวยอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ประมาณ 50 นาที เรามุ่งสู่เมือง “HALLSTATT” หมู่บ้านมรดกโลกที่แสนสวย อายุกว่า 4,500 ปี ตั้งอยู่ในรัฐอัปเปอร์ออสเตรีย ประเทศออสเตรีย HALLSTATT ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าสีเขียวขจีสวยราวกับภาพวาด ดินแดนในฝันที่สวยงามราวกับเมืองเทพนิยาย กล่าวกันว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุด และยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย มีทะเลสาบสวยถึง 76 แห่ง โดยได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งออสเตรีย”

 

เมื่อเข้าสู่เมือง HALLSTATT เราขึ้นกระเช้าไฟฟ้าสู่เหมืองเกลือโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยจุดชมวิวบนภูเขาเกลือ (SALZBERG) ที่เราจะสามารถมองเห็นหมู่บ้าน HALLSTATTจากมุมสูงที่ 1,200 ฟุต จุดชมวิว SKY WALK เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวหนึ่งสำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้นและชอบวิวพาโนรามาของเทือกเขาอัลไพน์ จุดชมวิวที่ยื่นจากหน้าผาสูงทำให้เหมือนกับว่าเราเดินบนอากาศเหนือหลังคา แถบนี้ยังเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานสำคัญของมนุษย์ยุคแรก ๆ อันเนื่องมาจากมีแหล่งเกลือใต้ดินมหาศาล เมือง HALLSTATT ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดย UNESCO ประเภท “ WORLD HERITAGE SITE : HISTORICAL CULTURAL LANDSCAPE” ในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งจัดเป็นประเภทของชุมชนที่มีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืนของภูมิประเทศที่สวยงามกับวัฒนธรรมที่เก่าแก่ หลังจากนั้นช่วงบ่ายเรารีบเดินทางสู่ กรุงเวียนนา เมืองหลวงแสนสวยของประเทศออสเตรีย และยังเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วย สิ่งที่ทำให้กรุงเวียนนาติดอันดับเมืองน่าอยู่ก็คือ SMART INFRASTRUCTURE/ MOBILITY/ TECHNOLOGY เป็นศูนย์กลางทั้งเศรษฐกิจและการปกครอง มีประชากรประมาณ 1.8 ล้านคน มีแม่น้ำดานูบไหลผ่าน และยังเป็นที่ตั้งของสหประชาชาติ เช่น UNITED NATIONS INDUSTRIAL DEVELOPMENT ORGANIZATION (UNIDO) และองค์กรระดับนานาชาติหลายแห่ง เช่น โอเปก (OPEC) อีกด้วย เราพักที่กรุงเวียนนาเพื่อชมเมืองรอบก่อนไปกรุงปราก

 

เราผ่านชมเมืองบนถนนสายวงแหวน “RING ROAD” เป็นถนนหลักที่สร้างขึ้นล้อมรอบเขตเมืองชั้นในของกรุงเวียนนา และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก โดยตลอดความยาวกว่า 5.3 กิโลเมตรของถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่และงดงาม เริ่มตั้งแต่พระราชวังฮอฟบูรก์ กลุ่มอาคารพระราชวังของจักรพรรดิ โรงละครโอเปร่า หอศิลป์แห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ เราเดินทางสู่กรุงปรากแวะช้อปปิ้งกันที่ “DESIGNER OUTLET PARNDORF” ก่อนเข้าสู่กรุงปราก นั่งรถใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่นานมาก ทุกคนได้พักผ่อนชมวิวรอบ ๆ ซึ่งเห็นความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างทางที่ออกจากกรุงเวียนนา สู่กรุงปราก

 

กรุงปราก (PRAGUE) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ด้วยศิลปะแบบโกธิค ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามงกุฎแห่งยุโรป (CROWN OF BUROPE) มีความสวยงามและเงียบสงบอยู่ท่ามกลางขุนเขาและเป็นศูนย์กลางมาแต่โบราณ จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เช็กขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสุดโรแมนติกอีกเมืองหนึ่งของโลก มีสถาปัตยกรรมอันหลายหลายที่เก่าแก่และงดงามไม่ว่าจะเป็นปราสาท ซึ่งกินเนสส์บุ๊คเคยรับรองว่าเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย และยังมีอาคาร บ้านเรือน สะพาน หรือโบสถ์เก่าแก่ที่สวยงาม จนได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ. 1992 นอกจากนั้นยังมีตึกที่ออกแบบได้แปลกตาสวยงามจนเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองไปอีกแห่งคือ “THE DANCING HOUSE” อาคารสมัยใหม่รูปร่างน่าสนใจออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของโลกอย่าง “FRANK GEHRY” และ “VLADO MILUNIĆ” สองสถาปนิกผู้ตั้งใจออกแบบให้ตึกนี้เป็นไปตามคอนเซปต์สอดประสานทั้งการหยุดนิ่งและการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนการเปลี่ยนผ่านระบบคอมมิวนิสต์สู่ระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐเช็ก ไม่เพียงแค่นั้น ตึกนี้ยังแอบแย่งซีนความโดดเด่นจากย่านตึกเก่าหน้าตาธรรมดามาอีกด้วย ตึกนี้ทำให้เมืองนี้มีสีสันขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว