รัฐบาลสู้กับ CRISIS : COVID-19

สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือ ให้ระบบการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ คือ “กระแสเลือด” หยุดไม่ได้

โดย RE-CU

รัฐบาลสู้กับ CRISIS : COVID-19

 

10 เมษายน 2563

 

จาก “ต้มยำกุ้ง” มาสู่ COVID-19 ระยะเวลาห่างกัน 23 ปี (จากปี 2540 มาถึงปี 2563) นานพอดู แต่หลายคนก็ยังจำได้ว่า “พิษต้มยำกุ้ง” ทำประเทศเสียหายเท่าไหร่ GPD ติดลบ (-11%) เป็นประวัติศาสตร์ ระบบการเงิน-การคลังของประเทศเกือบล้มละลาย ต้องกู้เงิน IMF มาพยุง และหนึ่งในคนหนุ่มของ IMF ในขณะนี้ท่านมาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดร.วิรไท สันติประภพ) และท่านรองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็เป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจสมัยนายกทักษิณ ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้มาเป็นแม่ทัพนักรบในวิกฤติ COVID-19 แห่งปี 2563

 

รัฐบาลชุดนี้ได้แม่ทัพดี เป็นทหารมีวิธีคิดที่ดีและกล้าตัดสินใจ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน สมมุติว่าถ้าขณะนี้มีรัฐบาลชุดประชาธิปไตยจ๋า คงทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องประสานเสียงค้านกันไปมา ผู้คนคงจะตายเพราะสงคราม (โรค) มิใช่สงครามโลกครั้งนี้

ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงาน 2 อย่าง คือ

  1. เรื่องสุขภาพอนามัยชีวิตของคนไทย ว่าจะต้องเจ็บ-ปวด-ตาย เท่าไหร่ (อเมริกา อิตาลี สเปน จีน เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส) คนป่วยเป็นระดับแสนคน คนตายประมาณ 7% อีกไม่นานต้นปี 2564 หรือปลายปี 2563 ตัวเลขผู้ป่วยจะทะลุหลัก 1 ล้านคนทั่วโลก (180 จาก 200 ประเทศของโลก)
  2. รัฐบาลกำลังพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำวิกฤติ RECESSION ซึ่งอาจเป็นไปได้ถ้า GDP ติดลบ หัวใจของการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือรายได้ของประเทศ 70% อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นเหตุของ COVID มีคนป่วยมากที่สุด และกำลังแพร่กระจายออกไปต่างจังหวัด เพราะผู้คนกำลังหนี COVID กลับบ้าน (ซึ่งสงกรานต์กำลังจะมาถึงอีก 1 อาทิตย์นี้)

รัฐบาลผู้นำทัพหน้า คือ กระทรวงสาธารณสุข หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานกันอย่างหนักมาก และเสี่ยงภัยเป็นอย่างมาก แต่ประชาชนคนไทยยังไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากพอ ยังเที่ยว ดื่ม จับกลุ่ม ทำให้คำว่า “ระบาด” แพร่กระจายยังไม่หยุด

 

วิธีที่ได้ผลมากที่สุด ที่จีนทำมาแล้วคือ “จำกัดพื้นที่” ให้ป่วยในพื้นที่รักษาในพื้นที่ ป้องกันการเดินทางออกไปสู่ผู้คน สังคมส่วนรวมและสังคมอื่น ๆ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนโดยใช้คำว่า “อยู่บ้าน-หยุดเชื้อ-เพื่อชาติ” ชัดเจน จำกัดคนเดินทางเข้าและออกนอกประเทศและต่างจังหวัด แต่ก็ยังทำไม่ค่อยจะสำเร็จ (ดูจากกลุ่มคนที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากอเมริกา 150 ชีวิต ไม่ยอมถูกกักตัวกักพื้นที่) ซึ่งมีผู้มีอำนาจสั่งให้ปล่อยคนกลุ่มนั้นออกไป ทำให้ คำว่า “SOCIAL DISTANCING” และ “SOCIAL DISCRIMINATION” ไม่ได้ผล ก็จะแพร่หรือติดเชื้อออกไป เรียกว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง สร้างปัญหาให้ต้องแก้ไขกันไปอีก

 

จากกรุงเทพแหล่งเพาะเชื้อโรคระบาดมี 2 ต้นเหตุใหญ่ คือสนามมวยลุมพินี กับสถานท่องเที่ยวกลางคืนที่ผับในซอยทองหล่อ เชื้อโรค COVID แพร่กระจายไปทั่ว และไปสู่ต่างจังหวัดแล้ว จะมีบ้างบางจังหวัดที่ไม่ติดเชื้อ ประมาณ 10 จังหวัด ก็ขอชมเชยและสนับสนุนให้ทำดีกันต่อไป

 

เขียนมายาวก็เพื่อจะบันทึกเหตุการณ์ไว้ ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลจะสู้และสู้กับโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจอย่างไร?

 

การสู้กับโรคระบาด รัฐบาลทำได้ดีมาก มีต้นแบบการจำกัดพื้นที่ เวชภัณฑ์ หน่วยสนับสนุน (เช่น ทหารออกมาช่วยประชาชน)

 

ที่ยังกำลังปวดหัวกันอยู่คือ “ระบบเศรษฐกิจและการเงิน” กำลังจะแย่และจะนำไปสู่เหตุการณ์ต้มยำกุ้งไทย บริษัทฯ ห้างร้านถูกปิดลง หลายคนว่างงานและหนีกลับภูมิลำเนาเดิมในต่างจังหวัด และกำลังจะเป็นกลุ่มแพร่โรคระบาดนี้ออกไปอีกด้วย

 

สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือ ให้ระบบการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ คือ “กระแสเลือด” หยุดไม่ได้ ต้องเติมเงินลงไปในระบบอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ให้ผู้มีรายได้น้อย มีเงินสดแจกลงไปที่รากหญ้า เพื่อให้เกิดการบริโภคจับจ่ายใช้สอยจากรากฐาน กระจายขึ้นมาข้างบน ทฤษฎีนี้ทำกันทั่วโลก อเมริกาใช้วิธี “จ้าง” คนชั้นล่าง “ขุดดิน” อีกกลุ่ม “กลบดิน” (ทฤษฎีของ KEYNESIAN) ซึ่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คนชั้นล่าง 2 กลุ่ม มีคนได้ว่าจ้างจากรัฐบาล การจับจ่ายใช้สอยก็เกิดขึ้น ทำให้เงินสะพัด

 

สมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้ทำมาแล้วโดยการแจกเงินให้กับท้องถิ่น ระดับตำบล ก็ให้ไปทำการพัฒนาสร้างพื้นฐานของชุมชน ให้คนในชุมชนและชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

การเติมเงินแบบนี้ ขณะนี้เค้าก็ใช้กันทั่วโลก เป็นวิธีการทางด้านมหภาค ด้านการเงินนำมากระตุ้นการบริโภคกันเป็นส่วนใหญ่

 

ผู้เขียน : รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต (RE-CU)