ธุรกิจโรงแรมไทย หลังวิกฤต Covid-19

 

RE-CU Hotel
WISDOM for EVERYONE

 

ธุรกิจโรงแรมไทย หลังวิกฤต Covid-19

 

หลายท่านที่เป็นเจ้าของโรงแรม หรือเป็นผู้บริหารโรงแรมในปี 2020 ต้องยอมรับว่า ยากลำบากมาก มีช่องทางให้มีรายได้น้อยเต็มทน การหยุดการให้บริการ เพราะประชากรทั่วโลกหยุดเดินทางในสถานการณ์โรคระบาด ตอกย้ำสายป่านของแต่ละท่าน ซึ่งจะทอดเวลาอีกยาวนานเพียงใด หลายสำนักทำนายไว้ ตั้งแต่ 1-3 ปี

 

แต่อีกมุมหนึ่ง Covid-19 ก็ทำให้หลาย ๆ ส่วนได้พักฟื้นกลับสู่สภาพที่สวยงามขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชายหาด ทะเล ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นจุดขายที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวไทย จึงพอประเมินได้ว่า
1. Sea Sun Sand ยังจะเป็นปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวของไทย และมีสภาพที่สวยงามขึ้นจากการได้พักฟื้นช่วงสถานการณ์วิกฤต
2. Value for Money ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมาย (Destination) ที่มีความคุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายสูง ทั้งเรื่องราคาที่พักแรม อาหาร
3. Smile Thailand อุปนิสัยเป็นมิตร มีหัวใจบริการ (Service Mind) โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต Covid-19 สร้างความประทับใจกับคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีน ที่เป็นตลาดท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดในโลก หากสถานการณ์กลับคืนสู่ปกติ ประเทศไทยน่าจะเป็นจุดหมายแรก ๆ ของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย

 

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การเตรียมความพร้อมเพื่อความได้เปรียบในสนามแข่งขัน เมื่อโอกาสมาถึง จึงเป็นสติอย่างมากที่จะสามารถชนะในเกมส์ได้

 

RE-CU HOTEL ระดมคลังสมองของผู้มีประสบการณ์สูงและบริหารธุรกิจมาอย่างยาวนาน ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง หลายครา และพร้อมจะแบ่งปันประสบการณ์ มุมมอง และกลยุทธ์ในการบริหารโรงแรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ท่าน ออกวิ่งก่อนใคร ๆ เมื่อโอกาสมาถึง

 

สมัครก่อนใคร ๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง ที่ www.re-cu.com

 

ผู้เขียน : อาจารย์ธีรวัฒน์ พิพัฒน์ดิฐกุล

 

 

รัฐบาลสู้กับ CRISIS : COVID-19

 

10 เมษายน 2563

 

จาก “ต้มยำกุ้ง” มาสู่ COVID-19 ระยะเวลาห่างกัน 23 ปี (จากปี 2540 มาถึงปี 2563) นานพอดู แต่หลายคนก็ยังจำได้ว่า “พิษต้มยำกุ้ง” ทำประเทศเสียหายเท่าไหร่ GPD ติดลบ (-11%) เป็นประวัติศาสตร์ ระบบการเงิน-การคลังของประเทศเกือบล้มละลาย ต้องกู้เงิน IMF มาพยุง และหนึ่งในคนหนุ่มของ IMF ในขณะนี้ท่านมาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดร.วิรไท สันติประภพ) และท่านรองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็เป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจสมัยนายกทักษิณ ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้มาเป็นแม่ทัพนักรบในวิกฤติ COVID-19 แห่งปี 2563

 

รัฐบาลชุดนี้ได้แม่ทัพดี เป็นทหารมีวิธีคิดที่ดีและกล้าตัดสินใจ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน สมมุติว่าถ้าขณะนี้มีรัฐบาลชุดประชาธิปไตยจ๋า คงทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องประสานเสียงค้านกันไปมา ผู้คนคงจะตายเพราะสงคราม (โรค) มิใช่สงครามโลกครั้งนี้

ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงาน 2 อย่าง คือ

  1. เรื่องสุขภาพอนามัยชีวิตของคนไทย ว่าจะต้องเจ็บ-ปวด-ตาย เท่าไหร่ (อเมริกา อิตาลี สเปน จีน เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส) คนป่วยเป็นระดับแสนคน คนตายประมาณ 7% อีกไม่นานต้นปี 2564 หรือปลายปี 2563 ตัวเลขผู้ป่วยจะทะลุหลัก 1 ล้านคนทั่วโลก (180 จาก 200 ประเทศของโลก)
  2. รัฐบาลกำลังพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำวิกฤติ RECESSION ซึ่งอาจเป็นไปได้ถ้า GDP ติดลบ หัวใจของการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือรายได้ของประเทศ 70% อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นเหตุของ COVID มีคนป่วยมากที่สุด และกำลังแพร่กระจายออกไปต่างจังหวัด เพราะผู้คนกำลังหนี COVID กลับบ้าน (ซึ่งสงกรานต์กำลังจะมาถึงอีก 1 อาทิตย์นี้)

รัฐบาลผู้นำทัพหน้า คือ กระทรวงสาธารณสุข หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานกันอย่างหนักมาก และเสี่ยงภัยเป็นอย่างมาก แต่ประชาชนคนไทยยังไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากพอ ยังเที่ยว ดื่ม จับกลุ่ม ทำให้คำว่า “ระบาด” แพร่กระจายยังไม่หยุด

 

วิธีที่ได้ผลมากที่สุด ที่จีนทำมาแล้วคือ “จำกัดพื้นที่” ให้ป่วยในพื้นที่รักษาในพื้นที่ ป้องกันการเดินทางออกไปสู่ผู้คน สังคมส่วนรวมและสังคมอื่น ๆ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนโดยใช้คำว่า “อยู่บ้าน-หยุดเชื้อ-เพื่อชาติ” ชัดเจน จำกัดคนเดินทางเข้าและออกนอกประเทศและต่างจังหวัด แต่ก็ยังทำไม่ค่อยจะสำเร็จ (ดูจากกลุ่มคนที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากอเมริกา 150 ชีวิต ไม่ยอมถูกกักตัวกักพื้นที่) ซึ่งมีผู้มีอำนาจสั่งให้ปล่อยคนกลุ่มนั้นออกไป ทำให้ คำว่า “SOCIAL DISTANCING” และ “SOCIAL DISCRIMINATION” ไม่ได้ผล ก็จะแพร่หรือติดเชื้อออกไป เรียกว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง สร้างปัญหาให้ต้องแก้ไขกันไปอีก

 

จากกรุงเทพแหล่งเพาะเชื้อโรคระบาดมี 2 ต้นเหตุใหญ่ คือสนามมวยลุมพินี กับสถานท่องเที่ยวกลางคืนที่ผับในซอยทองหล่อ เชื้อโรค COVID แพร่กระจายไปทั่ว และไปสู่ต่างจังหวัดแล้ว จะมีบ้างบางจังหวัดที่ไม่ติดเชื้อ ประมาณ 10 จังหวัด ก็ขอชมเชยและสนับสนุนให้ทำดีกันต่อไป

 

เขียนมายาวก็เพื่อจะบันทึกเหตุการณ์ไว้ ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลจะสู้และสู้กับโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจอย่างไร?

 

การสู้กับโรคระบาด รัฐบาลทำได้ดีมาก มีต้นแบบการจำกัดพื้นที่ เวชภัณฑ์ หน่วยสนับสนุน (เช่น ทหารออกมาช่วยประชาชน)

 

ที่ยังกำลังปวดหัวกันอยู่คือ “ระบบเศรษฐกิจและการเงิน” กำลังจะแย่และจะนำไปสู่เหตุการณ์ต้มยำกุ้งไทย บริษัทฯ ห้างร้านถูกปิดลง หลายคนว่างงานและหนีกลับภูมิลำเนาเดิมในต่างจังหวัด และกำลังจะเป็นกลุ่มแพร่โรคระบาดนี้ออกไปอีกด้วย

 

สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือ ให้ระบบการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ คือ “กระแสเลือด” หยุดไม่ได้ ต้องเติมเงินลงไปในระบบอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ให้ผู้มีรายได้น้อย มีเงินสดแจกลงไปที่รากหญ้า เพื่อให้เกิดการบริโภคจับจ่ายใช้สอยจากรากฐาน กระจายขึ้นมาข้างบน ทฤษฎีนี้ทำกันทั่วโลก อเมริกาใช้วิธี “จ้าง” คนชั้นล่าง “ขุดดิน” อีกกลุ่ม “กลบดิน” (ทฤษฎีของ KEYNESIAN) ซึ่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คนชั้นล่าง 2 กลุ่ม มีคนได้ว่าจ้างจากรัฐบาล การจับจ่ายใช้สอยก็เกิดขึ้น ทำให้เงินสะพัด

 

สมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้ทำมาแล้วโดยการแจกเงินให้กับท้องถิ่น ระดับตำบล ก็ให้ไปทำการพัฒนาสร้างพื้นฐานของชุมชน ให้คนในชุมชนและชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

การเติมเงินแบบนี้ ขณะนี้เค้าก็ใช้กันทั่วโลก เป็นวิธีการทางด้านมหภาค ด้านการเงินนำมากระตุ้นการบริโภคกันเป็นส่วนใหญ่

 

ผู้เขียน : รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต (RE-CU)

 

มาตรการกู้ “เศรษฐกิจ” กับ “CRISIS” COVID-19

 

10 เมษายน 2563

 

ขณะนี้วิกฤติโรคระบาดกำลังพุ่งขึ้นสูงมาก ศูนย์กลาง COVID-19 ระบาดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และกำลังกระจายออกสู่ต่างจังหวัด พร้อมทั้งยังมีคนไทย และคนต่างชาติเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับ 2,500 คน และยังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1% ทุกอาทิตย์ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 32 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10-04-63) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อน มากกว่าคนหนุ่มสาว

 

แม้ปัญหาสาธารณสุขจะเริ่มควบคุมได้ แต่ปัญหาธุรกิจและเศรษฐกิจเลวร้ายลง บริษัทต่างปิดตัวกันเพิ่มขึ้นทุกขณะ ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ในตลาดหุ้น เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากการขาดสภาพคล่อง รายได้ไม่มี มีแต่รายจ่าย รวมทั้งหนี้สินที่มีอยู่มากล้นพ้นตัว พนักงานถูกเลิกจ้าง ต้องออกจากงาน และภาวะคนว่างงานเพิ่มทุกขณะ กำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคม และนำไปสู่ปัญหาการเมืองในอนาคตต่อไป

 

รัฐบาลทำงานอย่างหนัก เพื่อพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือเรื่องอาหารที่กำลังจะไม่พอ แย่งกันซื้อ และมีการกักตุนสินค้า อาหารแห้งจาก OUT-LET แทบทุกแห่ง

 

มาตรการที่ 1 : รัฐบาลจะเพิ่มกระแสเลือดทางเศรษฐกิจ คือทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ แทนที่จะปล่อยให้เป็นปัญหากระแสเงินหมุนเวียน แบบในปีต้มยำกุ้ง ด้วยการปิดสถาบันการเงินทำให้เศรษฐกิจขาดเลือดหมุนเวียนการเติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อย และผู้ตกงานก็คือ การเพิ่มกำลังซื้อ และบริโภคจากเบื้องล่างให้กระจายสู่บนได้ผลพอควร เพื่อประชาชนที่มีรายได้น้อย ผู้ตกงานจะได้ลดแรงกดดันและการหวาดผวากลัวไม่มีเงินจะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ถึงแม้ว่ามาตรการนี้จะได้ผลระยะสั้น แต่ก็เกิดปัญหาตามมาคือการกักตุน และการเก็งกำไร

 

มาตรการที่ 2 : การยืดหนี้ ให้กับกลุ่มคนรายได้น้อย คนชั้นกลาง ให้มีโอกาสหายใจและกำลังใจที่จะยืดชีวิตต่อไปได้

 

มาตรการที่ 3 : กำลังกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ เช่น IMF แบบในอดีต เพื่อนำเงินกู้มาใช้หมุนเวียนเศรษฐกิจ

 

ถ้าจะลองดูว่ามีทางไหนอีกบ้าง ที่จะช่วยแก้วิกฤติด้านการเงินที่กำลังลุกลามเหมือนปี 2540 ก็อาจจะลองมองดูในมหภาคสัก 3 ด้าน

  1. โครงการถุงยังชีพธงฟ้า ให้กับผู้มีรายได้น้อยและครอบครัวผู้ตกงาน แก้ปัญหาสินค้า ปัจจัยและอาหารที่จำเป็นเหมือนสมัยน้ำท่วมใหญ่ การได้มาด้วยถุงยังชีพ ควรจะเพิ่มจากการว่าจ้าง SME ด้านอาหาร ในแต่ละเขตจัดทำขายให้กับรัฐ เพื่อรัฐจะได้นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ด้อยโอกาส 2 กลุ่ม เป็นการหมุนเวียนรายได้ และสินค้า เกิดจากการจ้างแรงงาน และเป็นผลผลิตสวัสดิการอาหารของรัฐไปพร้อมกัน
  2. ยืดหนี้ส่วนบุคคล และธุรกิจ SME ด้วยการให้ TAX CREDIT หรือ TAX COUPON แก่ผู้ค้าให้ผ่อนระยะยาวได้ 2-3 ปี โดยไม่ต้องกู้ IMF มาเพิ่มสภาพคล่องให้เกิดการพัฒนาของรัฐ
  3. ระยะยาวคือสร้างวิกฤตให้มีโอกาส ก็คือโอกาสเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตยานยนต์จากน้ำมันมาเป็น EV (ELECTRIC VEHICLE) ซึ่งผลิตจักรยานยนต์ TAXI VAN เล็ก และรถเล็กปีละ 500,000 คัน จากนิคมอุตสาหกรรม EEC โดยรัฐบาลว่าจ้างให้ผลิตเป็น OEM พร้อมทั้งจัดกองทุนกู้ เพื่อ EV ให้ TAXI จักรยานยนต์สามารถ TRADE รถเก่ามาเป็นรถปลอดมลพิษพร้อมทั้งเสริมด้วยมาตรการปิดล้อมไม่ให้รถน้ำมันเข้ามาภายในกรุงเทพฯ แก้ปัญหาฝุ่นจิ๋วอากาศเป็นพิษไปพร้อม ๆ กัน ได้ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าน้ำมันไปในตัว 3 มาตรการสั้นๆ และยาวนี้ อาจเป็นข้อเสนอที่จะช่วยเสริมการแก้ปัญหาได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

เขียนโดย : รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต (RE-CU)

 

 

ไปยุโรปตะวันออก กับ RE-CU CEO # 5

 

เรื่องเล่า FIELD TRIP RE-CU CEO # 5 เราจัดให้ผู้บริหารระดับ CEO ได้เดินทางเยี่ยมชมโครงการต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน สู่ประเทศออสเตรีย และกรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ทำไม 3 ประเทศนี้ จึงเป็นตัวอย่างในการเดินทางในครั้งนี้

 

ทริปนี้เราเดินทางตรงไปที่เมืองมิวนิค เมืองแห่งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับสาม รองจากเบอร์ลินและฮัมบูร์ก และเป็นหนึ่งในเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของยุโรป เราเดินทางเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ BMW (BMW MUSEUM) ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้จัดแสดงวิวัฒนาการของรถยนต์ BMW มีต้นกำเนิดที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน ตึกที่เห็นจะเป็นอาคารรูปทรงกระบอกสูบรถยนต์นั่นคือสำนักงานใหญ่ ส่วนตัวตึกที่มีลักษณะเป็นชามคือพิพิธภัณฑ์ BMW ซึ่งมีค่าก่อสร้างประมาณ 9,500 ล้านบาท คำว่า BMW ย่อมาจาก BAVARIAN MOTOR WORK โดยผู้ผลิตรถยนต์ 3 บริษัทใหญ่ ได้รวมตัวก่อตั้งบริษัทสร้างเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีโลโก้รูปวงกลมใบพัดสีฟ้าขาว ซึ่งหมายถึงลักษณะการหมุนของใบพัดเครื่องบิน ส่วนสีฟ้าและสีขาวเป็นสีประจำแคว้นบาวาเรียนั่นเอง หลังจากนั้นเราแนะนำให้เข้าชมงาน OKTOBERFEST ซึ่งเราตั้งใจจัดให้พักในโรงแรมหรูที่อยู่ใกล้กับงาน OKTOBERFEST ที่ถูกยกย่องว่าเป็นงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่สุดในโลก โดยจะมีขบวนพาเหรดรถม้าบรรทุกถังเบียร์ที่มีผู้เข้าร่วมขบวนกว่า 1,000 คน ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อต่าง ๆ จะมารวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของงาน และความพิเศษของเต็นท์เบียร์ของแต่ละเจ้าของที่จะนำมาเข้าร่วมงานเทศกาลนี้ อีกสิ่งที่สำคัญของงานก็คือพาเหรดที่พลาดไม่ได้ก็คือ ขบวนพาเหรดการแต่งกายแบบดั้งเดิม ขบวนพาเหรดที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยในขบวนพาเหรดจะใช้นักแสดงทั้งหมดกว่า 9,000 คน เดินไปตามเส้นทางต่าง ๆ โดยผู้เข้าชมงานจะได้เห็นความสวยงามของขบวนพาเหรดที่มาพร้อมเครื่องแต่งกายแบบต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค นอกจากนั้นภายในขบวนยังมีทหารในเครื่องแบบโบราณ การเต้นรำ ขบวนรถม้าที่สวยงาม และอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถเดินเข้าเยี่ยมชมงานได้หลายวัน เราไปถึงวันสุดท้ายของการจัดงาน ด้านหน้าโรงแรมจะคึกคักมีผู้คนท้องถิ่นของเยอรมัน และนักท่องเที่ยวแต่งตัวในสไตล์ชุดดั้งเดิมเดินบนถนนอย่างมีความสุขขณะเดินเข้าร่วมงานและเดินกลับออกจากงานเทศกาลในครั้งนี้ เป็นบรรยากาศที่ประทับใจตลอดระหว่างที่พักอยู่ที่นี่

 

เช้าวันใหม่เราพาเข้าสนามกีฬา “ALLIANZ ARENA” ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ มีชื่อเล่นว่า “เรือยาง” (SCHLAUCHBOOT) โดยใช้ทุนสร้างถึง 340 ล้านยูโร สเตเดี้ยมแห่งนี้สร้างมาเพื่อซัพพอร์ตทีมเอฟซีบาร์เยิร์น มิวนิค ชาวมิวนิคต่างภาคภูมิใจกับสถาปัตยกรรมของสนามกีฬา ALLIANZ ARENA แห่งนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ หรือพื้นที่ในการใช้งาน สำหรับความโดดเด่นของสนามฟุตบอลแห่งนี้อยู่ที่การเปลี่ยนสีได้นั่นเอง โดยจะมี 3 สีคือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีขาว ในการเข้าชมครั้งนี้มีทีมบริหารพาเดินชมทุกห้องตั้งแต่ห้องแถลงข่าว ห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัวนักฟุตบอลของทีม ประตูทางออกสู่สนามของนักฟุตบอลก่อนลงแข่ง ห้องอาหาร และได้เดินชมรอบอัศจรรย์ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระบบ สุดท้ายแวะซื้อของที่ระลึก ถูกใจบรรดาแฟนคลับทีมเอฟซีบาร์เยิร์น มิวนิค เป็นอย่างมาก

 

หลังจากนั้นเราไปเยี่ยมชม “ARCHITECH-TOUR” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง OLYMPIC PARK และ OLYPIC TOWER ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับโอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อนในปี ค.ศ. 1972 สวนนี้มีพื้นที่ 530 ไร่ ซึ่ง HILIGHT อยู่ที่หลังคากระโจมยืดหยุ่นขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ของสวนเข้าด้วยกัน โดยการออกแบบจะเลียนแบบใยแมงมุม ไดอะตอม และฟองสบู่ ปัจจุบันสวนนี้ถูกใช้เป็นสวนสาธารณะ และสถานที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคมต่าง ๆ และกลายเป็นสวนสำคัญของเมืองมิวนิคแห่งนี้อีกด้วย

 

วันที่สามของการอยู่เมืองมิวนิค เราได้ฟังบรรยายที่ “SUSTAINABLE BUILDING” สำนักงานของ “SIEMENS HEADQUARTERS BUILDING” โดยตึกนี้ได้รับรางวัล “BEST INNOVATION GREEN BUILDING” จาก MIPIM “OSCAR OF THE REAL ESTATE BUSINESS” ได้รับการประกาศยกย่องให้เป็นที่ 1 ในโลก ระดับ PLATINUM ซึ่งเป็นตึกที่ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดอีกด้วย อาคารแห่งนี้ออกแบบโดยบริษัท สถาปนิกชาวเดนมาร์ก HENNIGN LARSEN ARCHITECTS และตึกนี้ยังอยู่ใจกลางเมืองมิวนิคอีกด้วย

 

เช้าวันใหม่เราออกเดินทางจากเมืองมิวนิคแต่เช้า เพื่อเดินทางสู่เมือง ST.WOLFGANG IM SALZKAMMERGUT ประเทศออสเตรีย ใช้เวลานั่งรถเพื่อชมบรรยากาศ 2 ข้างทาง ถึง 3 ชั่วโมงเลย ST.WOLFGANG เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางแนวทะเลสาบ ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณชายเขาชาร์ฟแบร์ก (SCHAFBERG MOUNTAIN) ริมทะเลสาบโวล์ฟกัง หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงของประเทศออสเตรียเป็นเมืองที่มีโรงแรม WELLNESS SPA โดยการใช้วารีบำบัด มีความโดดเด่นเรื่องความสะอาดของน้ำในทะเลสาบ ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำในทะเลสาบที่มีคุณภาพเดียวกันกับน้ำดื่มที่สามารถใช้ดื่มกินได้กันเลยทีเดียว เราพักกันที่โรงแรมริมทะเลสาบที่หรูที่สุดและออกแบบห้องได้เก๋ทุกห้อง โดยทุกห้องสามารถมองเห็นวิวโค้งน้ำสวยที่สุดประจำเมืองนี้เลย เป็นเมืองที่มีความเงียบสงบคนไม่พลุกพล่าน มีความสวยงามของธรรมชาติเกินคำบรรยายจริง ๆ เมืองนี้

 

ตื่นเช้ามาเราเดินทางต่อไปเมืองมรดกโลกที่แสนสวยอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ประมาณ 50 นาที เรามุ่งสู่เมือง “HALLSTATT” หมู่บ้านมรดกโลกที่แสนสวย อายุกว่า 4,500 ปี ตั้งอยู่ในรัฐอัปเปอร์ออสเตรีย ประเทศออสเตรีย HALLSTATT ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าสีเขียวขจีสวยราวกับภาพวาด ดินแดนในฝันที่สวยงามราวกับเมืองเทพนิยาย กล่าวกันว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุด และยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย มีทะเลสาบสวยถึง 76 แห่ง โดยได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งออสเตรีย”

 

เมื่อเข้าสู่เมือง HALLSTATT เราขึ้นกระเช้าไฟฟ้าสู่เหมืองเกลือโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยจุดชมวิวบนภูเขาเกลือ (SALZBERG) ที่เราจะสามารถมองเห็นหมู่บ้าน HALLSTATTจากมุมสูงที่ 1,200 ฟุต จุดชมวิว SKY WALK เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวหนึ่งสำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้นและชอบวิวพาโนรามาของเทือกเขาอัลไพน์ จุดชมวิวที่ยื่นจากหน้าผาสูงทำให้เหมือนกับว่าเราเดินบนอากาศเหนือหลังคา แถบนี้ยังเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานสำคัญของมนุษย์ยุคแรก ๆ อันเนื่องมาจากมีแหล่งเกลือใต้ดินมหาศาล เมือง HALLSTATT ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดย UNESCO ประเภท “ WORLD HERITAGE SITE : HISTORICAL CULTURAL LANDSCAPE” ในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งจัดเป็นประเภทของชุมชนที่มีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืนของภูมิประเทศที่สวยงามกับวัฒนธรรมที่เก่าแก่ หลังจากนั้นช่วงบ่ายเรารีบเดินทางสู่ กรุงเวียนนา เมืองหลวงแสนสวยของประเทศออสเตรีย และยังเป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอีกด้วย สิ่งที่ทำให้กรุงเวียนนาติดอันดับเมืองน่าอยู่ก็คือ SMART INFRASTRUCTURE/ MOBILITY/ TECHNOLOGY เป็นศูนย์กลางทั้งเศรษฐกิจและการปกครอง มีประชากรประมาณ 1.8 ล้านคน มีแม่น้ำดานูบไหลผ่าน และยังเป็นที่ตั้งของสหประชาชาติ เช่น UNITED NATIONS INDUSTRIAL DEVELOPMENT ORGANIZATION (UNIDO) และองค์กรระดับนานาชาติหลายแห่ง เช่น โอเปก (OPEC) อีกด้วย เราพักที่กรุงเวียนนาเพื่อชมเมืองรอบก่อนไปกรุงปราก

 

เราผ่านชมเมืองบนถนนสายวงแหวน “RING ROAD” เป็นถนนหลักที่สร้างขึ้นล้อมรอบเขตเมืองชั้นในของกรุงเวียนนา และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก โดยตลอดความยาวกว่า 5.3 กิโลเมตรของถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่และงดงาม เริ่มตั้งแต่พระราชวังฮอฟบูรก์ กลุ่มอาคารพระราชวังของจักรพรรดิ โรงละครโอเปร่า หอศิลป์แห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ เราเดินทางสู่กรุงปรากแวะช้อปปิ้งกันที่ “DESIGNER OUTLET PARNDORF” ก่อนเข้าสู่กรุงปราก นั่งรถใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่นานมาก ทุกคนได้พักผ่อนชมวิวรอบ ๆ ซึ่งเห็นความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างทางที่ออกจากกรุงเวียนนา สู่กรุงปราก

 

กรุงปราก (PRAGUE) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเช็ก สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ด้วยศิลปะแบบโกธิค ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามงกุฎแห่งยุโรป (CROWN OF BUROPE) มีความสวยงามและเงียบสงบอยู่ท่ามกลางขุนเขาและเป็นศูนย์กลางมาแต่โบราณ จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เช็กขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสุดโรแมนติกอีกเมืองหนึ่งของโลก มีสถาปัตยกรรมอันหลายหลายที่เก่าแก่และงดงามไม่ว่าจะเป็นปราสาท ซึ่งกินเนสส์บุ๊คเคยรับรองว่าเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย และยังมีอาคาร บ้านเรือน สะพาน หรือโบสถ์เก่าแก่ที่สวยงาม จนได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรม เมื่อ ค.ศ. 1992 นอกจากนั้นยังมีตึกที่ออกแบบได้แปลกตาสวยงามจนเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองไปอีกแห่งคือ “THE DANCING HOUSE” อาคารสมัยใหม่รูปร่างน่าสนใจออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังของโลกอย่าง “FRANK GEHRY” และ “VLADO MILUNIĆ” สองสถาปนิกผู้ตั้งใจออกแบบให้ตึกนี้เป็นไปตามคอนเซปต์สอดประสานทั้งการหยุดนิ่งและการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนการเปลี่ยนผ่านระบบคอมมิวนิสต์สู่ระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐเช็ก ไม่เพียงแค่นั้น ตึกนี้ยังแอบแย่งซีนความโดดเด่นจากย่านตึกเก่าหน้าตาธรรมดามาอีกด้วย ตึกนี้ทำให้เมืองนี้มีสีสันขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว

 

 

“ในวิกฤติมีโอกาส”

 

จากเหตุการณ์ “มหันตภัยไวรัสโควิด-19” ที่เล่นงานประชากรโลกจนย่ำแย่กันไปตาม ๆ กัน ประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์นี้ แต่ก็นับว่าได้รับผลกระทบไม่มากในเรื่องการเจ็บป่วย ถ้าเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศในโลกใบนี้…….ต้องขอชื่นชมการทำงานหนักของรัฐบาล และหน่วยงานการแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ช่วยกันเสียสละกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสมองในการเข้าช่วยเหลือผู้คนในประเทศไทยในครั้งนี้

 

ในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ในแต่ละองค์กรก็ได้สร้างภูมิป้องกันด้วยมาตรการต่าง ๆ ขึ้นมาดูแลและจัดการองค์กรของตน อาทิ

  • การรักษาเงินสด
  • การประหยัดต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
  • การใช้จ่ายเงินอย่างรัดกุม

ประการสำคัญ คือ การสร้างยอดขายเพื่อเป็นรายรับสำหรับองค์กร ซึ่งก็ไม่ง่ายในสภาวะขณะนี้

 

ความเห็นส่วนตัวของผม : คนที่ผ่าน และเติบโตมากับวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 มาแล้ว ก็คงมีประสบการณ์และความหนักแน่นในการตั้งหลักรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้และไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ซึ่งในเรื่องนี้ อยากฝากคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่เพิ่งย่างก้าวเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ต้องตั้งหลักและตั้งสติให้ดีครับ ประเทศไทยของเรายังปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ เยอะครับ จะดูได้จากน้องๆ นักศึกษาที่ขอกลับประเทศ เพราะเมืองนอกอยู่ยากจริง ๆ ซึ่งผมเชื่อว่า เหตุการณ์ ไวรัสโควิด-19 นี้ น่าจะควบคุมได้ และผ่านไปในไม่ช้านี้” เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ

“ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ”

 

ในช่วงว่างๆ ผมเองก็นั่งคิดนั่งพิเคราะห์ว่า เมื่อสงครามสงบจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกครั้งและอะไรคือ ธุรกิจที่เราน่าจับตามอง ในวันนี้ธุรกิจที่ดียังเหลืออยู่คือ

  • ธุรกิจเกี่ยวกับด้านยา
  • สาธารณสุขต่าง ๆ

เนื่องจากเป็นภาวะของการติดเชื้อโรค และที่เห็นยังพออยู่ได้ในขณะนี้ก็คือ

  • ธุรกิจอาหารที่ส่งตามบ้านต่างๆ
  • พี่ พี่มอเตอร์ไซค์ ที่ยังคงนั่งบิดกันอย่างเป็นพัลวันกับยอดสั่งที่ได้รับ

วิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้

มีข้อแตกต่างจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

 

เพราะวันนั้นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่พังล้มในประเทศไทย จนทำให้ภาคเอกชนได้รับความเดือดร้อน มีการปลดพนักงานออกเป็นจำนวนมากเพื่อรักษาสภาพขององค์กรให้ดีที่สุด ในวิกฤตการณ์ครั้งนั้นแตกต่างจากครั้งนี้ วันนั้นผมยังจำได้ ว่ามีภาพความน่ารัก ๆ เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต เราจะเห็นพนักงานหนุ่มสาวที่ถูกออกจากงานหรือที่ขยันทำมาหากิน เอารถออกมาจอดเพื่อขายของที่เหลือใช้หรือเอาสินค้ามาจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไป เป็นบรรยากาศตลาดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในหลายๆ สถานที่และมุมเมืองต่าง ๆ เรายังจำกันได้ใช่ไหมครับกับ คำว่า “เปิดท้ายขายของ”

 

แต่เหตุการณ์วันนี้แตกต่างกัน ไม่มีภาพของการเปิดท้ายขายของ เหตุผลเพราะการแพร่กระจายของโรค ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการเข้ม ห้ามออกจาก เคหะสถานและที่พัก การพบปะกันในที่ประชุมก็ทำไม่ได้ แม้แต่พอจะคุยกันได้ก็ยังต้องนั่งห่าง ๆ กัน และนี่คือ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้วิกฤตการณ์ในครั้งนี้เศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดขึ้นจากการออกไปทำธุรกิจธุรกรรมไม่ได้ ต้องอยู่บ้านไม่ได้เพราะถูกไล่ออกจากงาน แต่จะออกไปทำงานก็ไปไม่ได้ ต้อง work from home…… ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ร้านค้าถูกบังคับให้จำยอมต้องปิดตัวลง คงเหลือที่ทำได้บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

 

แต่….ที่น่าสนใจ คือ “วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งโลกและไม่ได้เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจที่พังทลายบนพื้นฐานของธุรกิจอย่างแท้จริง” แต่เป็นการเสียหายลงจากโรคร้าย ซึ่งก็หวังว่าจะผ่านพ้นไปได้ในเร็ววันนี้ เราถึงน่าจะกลับมามองดู

 

สมมุติว่า : ถ้าวันนี้โรคร้ายได้จากไป เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นดีขึ้นอีกครั้ง นอกจากการฟื้นฟูธุรกิจที่ทำอยู่ของแต่ละองค์กรแล้ว มีธุรกิจอะไรที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นใหม่และน่าสนใจในการลงทุน อย่าลืมคำนี้นะครับ

 

“หลังสงครามจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเสมอ”

 

ผู้เขียน : อาจารย์นิวัติ ลมุนพันธ์

 

ไปอิตาลีกับ RE-CU SENIOR # 62

เรื่องเล่า FIELD TRIP RE-CU SENIOR # 62 เราได้จัดให้เดินทางศึกษาดูงานโครงการตัวอย่างที่เมืองโคโม และเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำไม 2 เมืองนี้จึงเป็นเมืองยอดนิยมทั้งกับชาวอิตาลีและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

 

ทริปนี้เราได้นำผู้เข้าอบรมเดินทางตรงไปยังเมืองแบร์กาโม เพื่อดูตัวอย่างเมืองเก่าที่มีการจัดวางผังเมืองได้เป็นอย่างดี ตัวเมืองตั้งอยู่บนเขาซึ่งเราต้องนั่งรถรางขึ้นไปยังเมืองนี้ เมืองแบร์กาโมเป็นเมืองที่อยู่ในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ราว 40 กิโลเมตรของตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิลาน แบร์กาโมมีประชากรประมาณ 121,000 คน ในปัจจุบัน แบร์กาโมเป็นเมืองทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุโรปแบบย้อนยุคสมัยตอนกลาง ซึ่งการวางผังเมืองและการออกแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะยุคกลาง และยุคเรเนสซองส์ไว้ด้วยกัน มีการวางผังเมืองโดยยึดการอนุรักษ์เขตเมืองเก่าไว้อย่างมีระเบียบ ยังคงเก็บรักษาร่องรอยประวัติศาสตร์ และอนุรักษ์เมืองเก่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปพัฒนาปรับให้สอดคล้องกับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะจุดสำคัญ กำแพงเมืองโบราณ หรือ VENETIAN WALLS ที่สร้างไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกในอดีต และยังจัดเก็บให้เห็นในสภาพที่สมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงโบสถ์เก่าที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ยังเก็บรักษาไว้ได้สวยงาม และเล่าเรื่องราวของความเป็นมาในยุคอดีตถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

หลังจากนั้นเราเดินทางเข้าสู่เมืองโคโม เมืองแห่งใบไม้เปลี่ยนสี ตั้งอยู่ในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี อยู่ติดชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่อากาศดีที่สุดอีกเมืองหนึ่งเลยทีเดียวที่ทำให้คนอิตาลี และนักท่องเที่ยวต่างจัดอันดับให้ว่าเป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดในอันดับต้นๆ ของประเทศอิตาลี เมืองโคโมยังมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศอิตาลี รองจากทะเลสาบการ์ดาและทะเลสาบมัจจอเร ชื่อทะเลสาบโคโม (LAKE COMO) มีรูปร่างเหมือนตัว Y กลับหัว ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโคโม โดยมีความยาวรอบทะเลสาบถึง 160 เมตรเลยทีเดียว มีพื้นที่โดยรอบประมาณ 146 ตารางกิโลเมตร ที่สามารถชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของธรรมชาติ และเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีอย่างเทือกเขาแอลป์ได้อีกด้วย เมืองโคโมคือหนึ่งในจำนวนเมืองมากมายที่ตั้งรายล้อมทะเลสาบแห่งนี้ และยังอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเมืองมิลาน และอาหารที่ขึ้นชื่อใครมาก็ต้องทานคือ PIZZA และ GELATO คือ ไอศกรีม ที่ใครมาต่างก็ต้องมาลองชิมกัน

 

หลังจากที่เราได้ชมเมืองโคโมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งระหว่างทางกลับเข้าเมืองมิลาน เราได้พาแวะเยี่ยม ชมโครงการเมืองใหม่ของเมืองมิลาน ชื่อโครงการ CITYLIFE DISTRICT ประกอบไปด้วยอาคารที่พักอาศัย อพาร์ทเม้นท์ สำนักงานโรงเรียน โรงพยาบาล และช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ซึ่งออกแบบโดย ZAHA HADID สถาปนิกหญิงระดับโลก ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งเส้นโค้ง”  ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ผู้คนที่เข้าไปสัมผัสได้เห็นถึงแนวคิดในการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งได้อย่างกลมกลืน สวยงาม คลาสสิคและร่วมสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ แม้กระทั่งหลังคาโครงสร้างของการออกแบบช้อปปิ้งมอล์ล และคอนโดมิเนียม ยังแสดงออกถึงการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองมิลานได้เลยทีเดียว เมืองใหม่แห่งนี้อยู่ใกล้ๆ ตัวเมืองมิลาน สามารถนั่งรถไฟใต้ดินเพียง 20 นาที หรือเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถสาธารณะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

 

หลังจากที่เราดูเมืองใหม่ CITYLIFT DISTRICT เรียบร้อยแล้ว เราได้พาไปเยี่ยมชมโครงการที่ได้รับรางวัล “INTERNATIONAL HIGHRISE AWARD” ในปี 2514 ชื่อโครงการ “BOSCO VERTICAL” ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่จัดว่าสวยงาม รอบตึกมีสีเขียวปกคลุมทั้งตึก ซึ่งตั้งอยู่ใกลัศูนย์กลางของเมืองมิลาน ซึ่งเป็นหนึ่งในตึกระฟ้าที่น่าสนใจที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง “THE VERTICAL FOREST” เป็นส่วนหนึ่งของ PORTA NUOVA โครงการฟื้นฟูเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดำเนินการเรียบร้อยก่อนงาน MILAN EXPO 2015 อีกด้วย

 

ซึ่งโครงการดังกล่าว ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง “STEFALNO BOERI, GIANANDREA BARRECA” และ “GIOVANNI LA VARRA” โดยการออกแบบมุ่งเน้นให้ตัวอาคารสามารถมองเห็นวิวทิศทัศน์ของเมืองรอบทิศทางได้ทั้งหมด โครงการนี้มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของ PORTA NUOVA (ประมาณ 160,000 ตารางเมตร) ประกอบด้วยป่าแนวตั้ง สวน PORTA NUOVA, สวน DE CASTILLIA DELL’ISOLA จัตุรัส GAE AULENTI ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอาร์เจนตินา CESAR PELLI ซึ่งตึกนี้ชนะเลิศด้านรางวัลนานาชาติตึกสูง “RISE AWARD” เป็นการประกวดระดับนานาชาติทุกๆ 2 ปี ที่มอบรางวัลให้สำหรับตึกระฟ้าที่สวยงามและมีความทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งรางวัลนี้มอบโดย “พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมแฟรงก์เฟิร์ต” ประเทศเยอรมัน

 

ต่อจากนั้นเราขึ้นไปชมตึก “UNICREDIT” ซึ่งอาคารนี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศอิตาลี สร้างขึ้นในปี 2009 อาคารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก ชื่อ “CE’SAR PELLI” อาคารนี้เป็นสำนักงานใหญ่ของ UNICREDIT ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิตาลี และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างที่อยู่อาศัย และเป็นอาคารที่ทำธุรกรรมทางด้านเกี่ยวกับการเงิน การลงทุนเป็นหลัก ส่วนที่เรานำขึ้นไปเยี่ยมชมนั้นเป็นชั้นบนของตึกที่ให้ทำให้เห็นการออกแบบโครงสร้างของตึกนี้ และเห็นการวางผังเมืองรอบๆ เมือง มิลานอีกด้วย หลังจากนั้นเราได้แวะเยี่ยมชมการออกแบบห้อง CO-WORKING SPACE ซึ่งเป็นห้องทำงานสวนรวม ซึ่งถือว่าเป็น OFFICE ส่วนหนึ่งของอาคารนี้ การออกแบบจัดวางได้อย่างลงตัวเหมาะสมกับสำนักงานตัวอย่าง เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ไม่มีอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ใดใดให้เห็นเลยแม้แต่สักชิ้นเดียว ซึ่งในการทำงานที่ส่วนนี้ใครมาถึงก่อนนั่งทำงานตรงไหนในสำนักงานได้ก่อนเลย โดยไม่มีการจัดวางเทคโนโลยีสนับสนุนแต่อย่างใดเลย แต่สามารถทำงานเชื่อมต่อได้กับทุกแผนกทุกส่วนงานได้อย่างรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย ตลอดจนทั้งส่วนของ CO-WORKING SPACE ชั้นนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถเห็นเมืองและบรรยากาศรอบๆ เมือง ได้ไกลถึงโบสถ์ DUOMO ซึ่งเป็น LANDMARK สำคัญของประเทศอิตาลีอีกด้วย

 

หลังจากนั้นเราเข้าใจกลางเมืองมิลาน (MILAN) หรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่า “มิลาโน่ (MILANO)” เป็นเมืองหลวงทางด้านแฟชั่นของโลก และเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของอิตาลี มหาวิหารแห่งเมืองมิลาน หรือที่เรียกว่า “ดูโอโม่ (DUOMO)” ชื่อนี้ไว้ใช้เรียกมหาวิหารประจำเมือง แทบจะมีดูโอโม่ทุกเมืองที่สำคัญๆ เลย น่าจะเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนในเมือง ดูโอโม่ที่เมืองนี้สร้างในสถาปัตยกรรมแบบโกธิก ยอดที่สูงที่สุดประดับด้วยรูปสลักพระแม่มาเรียสูง 4 เมตร หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ มีชื่อเรียกว่า “มาดอนนิน่า (MADONNINA)” ภายในมหาวิหารดูเรียบง่าย แต่โอ่อ่ากว้างขวาง ตามแบบโกธิก ด้านหน้ามหาวิหารจะเป็นลานกว้าง เรียกว่า “ปิอาซซ่า เดล ดูโอโม่ (PIAZZA DEL DOUMO)” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนมาทุกยุคสมัย และสุดท้ายเราแนะนำให้เข้าชมห้างสรรพสินค้า “LA RINASCENTE” ห้างหรูที่เมืองมิลาน ที่มีเซ็นทรัลกรุ๊ปเป็นเจ้าของ โดยเจาะกลุ่มไฮเอนด์ ตั้งเป้าหมายให้เป็น HISTORICAL & LUXURY DEPARTMENT STORE ขณะนี้มีถึง 11 สาขาในอิตาลีตามเมืองต่างๆ แต่ละแห่งจะมีลักษณะ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นต่างกัน ห้างนี้ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 ห้างสรรพสินค้าของโลกที่ทุกคนต้องไปเยือนโดย UK BUSINESS INSIDE ซึ่งห้างดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จทางด้านการลงทุนในต่างประเทศและทำให้คนต่างชาติยอมรับให้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย

 

“REMEMBER THAT HAPPINESS IS A WAY OF TRAVEL–NOT A DESTINATION”– ROY M. GOODMAN

จงจำไว้ว่า ความสุขเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง คงเหมือนการเดินทาง FIELD TRIP ครั้งนี้ที่เต็มไปด้วยสาระความรู้ มิตรภาพ ความอบอุ่น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพวกเรา แล้วพบกันใหม่ที่ RE-CU SENIOR รุ่นที่ 63 นะคะ ครั้งหน้าเราจะไปดูเมืองเก่า โรงแรมในถ้ำ และดูบอลลูนที่ ตุรกี กัน!!!

 

ไขข้อข้องใจ กฎหมายการจัดสรรที่ดิน

ที่ผ่านมามีหลายท่านหารือเรื่องการจัดสรรที่ดิน ทั้งแง่การซื้อที่ดินมาพัฒนา การหาซื้อแปลงที่ดินจัดสรรจากการขายบิ๊กล๊อตของสถาบันการเงิน รวมถึงการเทคโอเวอร์โครงการเก่าที่ค้างขายในตลาดมาปัดฝุ่นออกแบบใหม่ให้ทันสมัยในการขาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิธีการใดก็คงไม่พ้นจากคำว่า “การจัดสรรที่ดิน” คำถามจึงเกิดขึ้นว่า

  • การจัดสรรที่ดินคือการนำที่ดินมาแบ่งขายตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปใช่หรือไม่ ?
  • แบ่งเกิน 10 แปลงแต่ให้เช่า ต้องขออนุญาตจัดสรรไหม ?
  • ซื้อยกหลายแปลงจากสถาบันการเงินมาขาย ต้องขออนุญาตจัดสรรไหม ?
  • ถ้าการซื้อที่ดินในโครงการที่จัดสรรแล้ว มาปัดฝุ่นทำใหม่ ทำไงดี ?

จากคำถามที่พลั่งพรูกันมาข้างต้น ขออนุญาตอธิบายทำความเข้าใจและตอบคำถามตามลำดับดังนี้  

ขั้นแรกต้องดูหลักการของคำว่า “การจัดสรรที่ดิน” ก่อน

“การจัดสรรที่ดิน”

หมายความว่า การจําหน่ายที่ดินที่ได้แบ่งเป็นแปลงย่อยรวมกันตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจากที่ดินแปลงเดียวหรือแบ่งจากที่ดินหลายแปลงที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทนและให้หมายความรวมถึงการดําเนินการดังกล่าวที่ได้มีการแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยไว้ไม่ถึงสิบแปลงและต่อมาได้แบ่งที่ดินแปลงเดิมเพิ่มเติมภายในสามปี เมื่อรวมกันแล้วมีจํานวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปด้วย

ฉะนั้นประเด็นของการเข้าข่ายว่าเป็นการจัดสรรที่ดินหรือไม่ “กฎหมายดูที่ การจำหน่ายที่ดินตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป ที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทน”  แค่นี้ก็เข้าข่ายว่าเป็น “การจัดสรรที่ดิน” แล้วจะเป็นผู้แบ่งที่ดินเองหรือไม่ ไม่สำคัญ

จากคำถามที่ว่า

คำถาม : การจัดสรรที่ดินคือ  การนำที่ดินมาแบ่งขายตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปใช่หรือไม่ ?

คำตอบ จึงต้องตอบว่าใช่

คำถาม : แบ่งเกิน 10 แปลงแต่ให้เช่า   ต้องขออนุญาตจัดสรรไหม ?

คำตอบ การแบ่งที่ดินตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป  แต่มิได้มีการจำหน่าย เป็นเพียงการเช่าที่ดินนั้น กรณีนี้ไม่ต้องขออนุญาตจัดสรร

คำถาม : ซื้อยกหลายแปลงจากสถาบันการเงินมาขาย  ต้องขออนุญาตจัดสรรไหม ?

คำตอบ กรณีนี้ต้องขออนุญาตจัดสรร เพราะเป็นการจำหน่ายที่ดินตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป

คำถาม ถ้าการซื้อที่ดินในโครงการที่จัดสรรแล้ว  มาปัดฝุ่นทำใหม่ ทำไงดี ?

คำตอบ ส่วนกรณีนี้ไม่ต้องขอจัดสรรเพราะเป็นที่ดินแปลงจัดสรรอยู่แล้ว และคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางเคยมีมติว่า  จะไม่ออกใบอนุญาตจัดสรรซ้อนให้กับที่ดินที่เคยออกใบอนุญาตจัดสรรมาก่อน ….. ดีที่สุดคือ อย่าแบ่งแปลงใหม่ ให้ขายตามขนาดที่ดินแปลงจัดสรร เดิม ปลอดภัยสุด

ผู้เขียน
อาจารย์นิวัติ  ลมุนพันธ์

อสังหาฯ ไทย ในแดน EEC

ในช่วงนี้คงไม่มีอะไรจะฮือฮา ได้เท่า อสังหาฯ ใน EEC ที่หลายค่ายกำลังรอว่ารัฐบาลจะเอาไงในเรื่องนี้  อาทิ

  • ให้ต่างชาติถือครองที่ดินได้ถ้ามาลงทุนในเขต EEC
  • ถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้มากกว่า 49%
  • ยืดสัญญาเช่าเป็น 90 ปี
  • วีซ่าระยะยาว
  • สิทธิพิเศษในภาษี

ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ยินสัญญาณอะไรที่ชัดเจน มีแต่เสียงข่าวหลุด ข่าวปล่อย และข่าวลอยลม

เรื่องการสนับสนุนสำหรับการเข้ามาลงทุนในอสังหาฯ

ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลผ่าน รมต. ท่านหนึ่งไป ให้ลองนำไปพิจารณา เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ยังละล้าละรัง เพราะ กล้า กลัว ด้วยน่าจะเพราะไม่มีใครช่วยดูด้าน อสังหาฯ ให้ท่าน … หรือเปล่าไม่รู้ ?

และขืนรอใช้งานส่วนราชการนำเสนอคงไม่ทันการแน่ครับท่าน การเปลี่ยนโลกเศรษฐกิจและธุรกิจแบบซุปเปอร์รวดเร็วและต้องเสร็จให้ได้ในปี 61

ผมเชื่อว่าทีมบริหารรัฐบาลชุดท่าน .สมคิด กล้าตัดสินใจถ้ามีข้อมูล

เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุด

ไม่ต้องพิจารณาออกกฎหมายใหม่ก็ได้ ท่านลองกลับไปดู พรบ.อาคารชุด (ฉบับที่ 3) .. 2542  มาตรา 19 

ที่อนุญาตให้คนต่างด้าว หรือนิติบุคคลต่างด้าวที่ระบุให้ สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้เกินร้อยละ 49 (สี่สิบเก้า) ถ้าตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเทศบาล หรือเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง

แต่ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันต้องไม่เกิน 5 ไร่

แต่ประกาศนี้เพียง 5 ปี ถ้าท่านจะนำมาปัดฝุ่นประกาศใช้ใหม่ในเขต EEC ก็น่าจะดีไม่น้อย

ส่วนเรื่องเช่า 90 ปี

ทำไปเถอะครับเพราะทุกวันนี้เทคนิค 30 ต่อ 30 ต่อ 30 เค้าก็ทำกันทั่วเมืองอยู่แล้ว เอาให้ชัด ๆ ไปเลย ไม่ต้องเป็นอีแอบ ทำให้เมืองไทยโปร่งใส มีอะไรเอาขึ้นมาคุยกันบนโต๊ะ จะได้จบ ๆ เรื่องคอรัปชั่นกันเสียที

ประการสำคัญคืองานขออนุญาตต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ EIA  ก็ว่ากันไปกว่าครึ่งปีที่จะผ่านขั้นตอนนี้ ตามด้วยขออนุญาตหน่วยงานต่าง ๆ รวมแล้วกว่า 20 หน่วยงานกว่าจะประสานเสร็จแทบหมดอารมณ์ผสมเบื่อ คนต่างชาติ เค้าเลยทำท่าจะหนี ทั้งที่ประเทศไทย สดใสกว่าใคร ๆ ในรอบบ้าน

เหลือแต่ที่ห่วงอยู่อีกเรื่องคือ ราคาที่ดินที่สูงขึ้นเพราะการเก็งกำไรและขึ้นราคาขายเพราะหมายว่า  ต่างชาติจะมาลงทุนรวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่จะเข้าพัฒนาในพื้นที่ EEC จนบางทีราคาเกินจริงที่เหมาะสม

ช่วย ๆ กันผลักดันนะครับบ้านเมืองของเรา ลูกหลานเราจะได้มีโอกาสอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วกันเสียที

ผู้เขียน
อาจารย์นิวัติ  ลมุนพันธ์

เก็งกำไร เก็งกำไร และเก็งกำไร

คุณจำได้ไหมว่า “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540 เกิดขึ้นเพราะอะไร และคุณจำได้ไหมว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดผลกระทบอะไรกับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเศรษฐกิจที่โตขึ้นปีละ 10% ตกต่ำใน 2 ปี เหลือ GDP ติดลบเป็นประวัติศาสตร์นั้น น่าจะเกิดมาจากสาเหตุ “การเก็งกำไรยกกำลังสาม”

เก็งกำไรยกกำลังสาม

เก็งกำไรในที่นี้ หมายถึง

1. การเก็งกำไรการเงินใน “ตลาดหุ้น” นักลงทุนการเงินในตลาดหุ้นต่างเก็งกำไรกันถ้วนหน้า เก็งกำไรกันเกือบทุกคน

2. การเก็งกำไรใน “อสังหาริมทรัพย์” เช่น การวางมัดจำแล้วนำไปขายต่อเป็นทอด ๆ

3. การเก็งกำไร “ค่าเงินบาท” โดยนาย George Soros

George Soros คือ พ่อมดการเงินของโลกที่เข้ามาปั่นราคาเงินบาท เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยของเราในขณะนั้นยังไม่เป็นมืออาชีพทำให้ถูกเล่นงานจนระบบการเงินของประเทศ ทั้งหุ้น ธนาคาร และสถาบันการเงินใกล้ล้มละลาย

การเก็งกำไรยกกำลังสาม ทำให้เราต้องหันหน้าไปขอพึ่ง IMF (International Monetary Fund) กองทุนการเงินของโลก เอาเงินกู้มาใช้หนี้นอกระบบ และ IMF ก็บังคับให้ไทยขายสมบัติมาใช้หนี้ เช่น บังคับให้ขายธนาคาร ขายสาธารณูปโภค

คนที่ทำให้เจ๊งขณะนั้นก็ต้องยอมรับว่า “รัฐบาลไม่เป็น” ต่อมาก็ “ความโลภ” ของพวกเรา โดยเฉพาะชาวอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นแพะ ก่อให้เกิดการเก็งกำไรในภาคการผลิต และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร “ที่โลภ” ปล่อยกู้ไปเล่นหุ้นไม่เก็งกำไร

ผลคือ “ต้มยำกุ้งแห้งประเทศไทย” เป็นเวลาร่วม 16 ปีมาแล้ว คนไทยลืมง่าย และเหตุการณ์ที่ว่ากำลังจะค่อย ๆ หวนกลับมาอีก จะเห็นได้จากการเก็งกำไรแบบ “ยกกำลัง” ที่กำลังเกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์

ขณะนี้เราสร้างกันเกินความต้องการ หรือ Over-Supply กันมากจนน่ากลัว

40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดที่คลุม 70% ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเทศ เปิดตัวกันคนละ 30 โครงการ โตกัน 20-30% ดูแค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีความต้องการไม่เกิน 100,000 ยูนิต แต่สร้างกันเกินไป 1 เท่าตัว เวลาจะขายก็ต้องขายล่วงหน้า

วิธีการขายล่วงหน้าให้มีคนจอง คนซื้อ ก็ต้อง “เชื้อโรคเก็งกำไร” เข้ามาช่วยขาย เช่น ก่อนเป็นโครงการก็ให้ Staff ลด 10% แล้วก็เปิดให้ลูกค้าเก่าที่ซื้อบ้านและคอนโดอยู่แล้ว จองได้อีก ลดเพิ่ม 10% ก่อนจะเปิดตัว 1 เดือน ก็ลดอีก 10% เพราะฉะนั้นทุกคนเก็งกำไรกันหมด เพราะ Developer สร้างตลาดเก็งกำไรเสียเอง ทำตัวเป็นเจ้ามือตลาดยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว

ทุกคนเป็นนักเก็งกำไรกันหมด เพราะพอเปิดตัวฌครงดาร จองไว้ขึ้นเป็นราคาขาย ได้เก็งกำไร 20-30% ทันที นี่แหละเขาเรียกว่า “การบริหารการเก็งกำไร” ตลาด Developer

ส่วนผู้ซื้อก็คิดจะเป็นนักเสี่ยงโชค ตามขบวนการที่นักพัฒนาวางไว้ เป็นนักเก็งกำไรสมัครเล่นมาต่อยอดให้ตลาด Over-Supply บวมโตเกินเป็น 2 เท่า

ขณะนี้ผู้ประกอบกับนักเก็งกำไรกำลังทะเลากันว่า ใครเป็นคนทำให้ตลาดบวมโตน่ากลัว เพราะผู้ประกอบการก็อ้างว่า ขายได้ เปิดจองขายหมด

ในอสังหาริมทรัพย์คำว่า “ขายได้” เขาจะวัดกัน ตอนโอน ไม่ใช้ ตอนจอง หรือวางดาวน์

ความแตกต่างระหว่างนักเก็งกำไร กับนักลงทุน คือ นักเก็งกำไร จะจอง ดาวน์ แล้วไม่โอน เพราะจะขายให้ได้ก่อน แต่นักลงทุน คือ ผู้ที่จองแล้ว สามารถโอนได้ตามกำหนด

ขณะนี้การเก็งกำไร กำลังเติบโตด้วยผู้ประกอบการเอง ที่เริ่มสร้างตลาดขึ้นมา และกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นนกพิราบแสนบริสุทธิ์ ถูกปั่นตามความโลภให้เดินตาม ในไม่ช้าก็จะพบความจริงว่าปลายทางคืออะไร

นี่คือ ปฐมบทของการเก็งกำไรในประเทศของเรา ดูให้ดีน่าจะเห็นว่าเหมือนกับปี 2540

ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะเก่งขึ้นมากเพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คือ IMF เก่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ถูกการเมืองเร่งรัดพอสมควร

คราวหน้าจะลองเขียนเรื่อง เก็งกำไรที่ประเทศอื่นเขาแก้ปัญหากัน ประเทศที่เก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด คือ ประเทศจีน ที่ถูกอเมริกาตราหน้าว่าอสังหาริมทรัพย์จะล้มลงมาเกือบ 5-8 ปีแล้ว ตลาดเก็งกำไรของจีนทำไมจะเจ็งเสียที ลองมาดูกันคราวหน้าครับ

ขอให้ไทยโชคดี อย่าเอาคนไม่ดีมาเป็นผู้นำหรือผู้บริหารเลยครับ อย่าเอาคนรวยคนโกงแล้วต้องเป็นหนี้เข้าไปในธุรกิจเรา

ผู้เขียน
รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต

อสังหาริมทรัพย์ไทยในยุค Digital 4.0

ใคร ๆ ก็อยากรู้ว่าอสังหาริมทรัพย์ของเรากำลังจะเดินไปทางไหน

การเงินของโลกเชื่อมต่อกัน เศรษฐกิจของโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยก็เช่นกัน

รัฐบาลไทยมีเป้าหมายชัดเจนในการนำเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวกระโดดไปข้างหน้า แข่งขันกับประเทศอื่น โดยมีดรรชนีเปรียบเทียบเป็น GDP หรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ว่าจะโตขึ้นปีละเท่าไหร่

ปี 2560 GDP ของไทยน่าจะโตถึง 3.5 -3.8% นับว่าโตพอใช้ได้ แม้ว่าจะสู้จีนที่โตขึ้นปีละ 10% ไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าอเมริกาและยุโรปที่น่าจะโตแค่ 3.0% หรือในเอเชียบ้านเรา GDP ของไทยก็อยู่ในระดับที่มีมาก เป็นรองแค่เวียตนามที่กำลังโตวันโตคืน

อสังหาริมทรัยพย์ทุกประเทศก็จะอ้างอิงการเติบโตจาก GDP ของประเทศ เพราะหากประชาชนในประเทศมีรายได้ดีขึ้น ก็จะต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และหนึ่งในดรรชนีชี้วัดคุณภาพชีวิตก็คือที่อยู่อาศัยที่สร้างมากขึ้น และคุณภาพดีขึ้น

อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ในไทยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 200,000 ยูนิต อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 50% หรือประมาณ 100,000 ยูนิต ในขณะที่อเมริกาและจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1 ล้าน และ 5 ล้านยูนิต ตามลำดับ

ยุคของอสังหาริมทรัพย์ไทย

อสังหาริมทรัยพ์ไทยเริ่มต้นจากการสร้างบ้านบนที่ดินส่วนตัว ก้าวสู่ยุคบ้านจัดสรรหรือการสร้างบ้านขายพร้อมที่ดิน ยุคถัดมาคือคอนโดมิเนียม ยิ่งยุคนี้เศรษฐกิจไทยดีมีคอนโดมิเนียมกันเต็มบ้านเต็มเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอาคารคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น 4,000 – 5,000 อาคาร

ยุคล่าสุด หรือยุคที่ 4 เป็นช่วงที่อสังหาริมทรัพย์มีขนาดใหญ่ สูง เป็น Complex ที่มีความทันสมัยมากขึ้น และประกอบด้วยเครื่องมือ Electronic และการสื่อสารแบบ Digital

คนเริ่มพึ่งพา Digital Technology ขึ้นทุกด้าน เช่น ด้านการเงินมี Fin-Tech ที่กำลังจะทำให้เราไม่ต้องใช้ธนบัตร

การเปลี่ยนแปลงของอสังหาริมทรัพย์

Digital เข้ามาในวงการอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากการขายและการตลาด ทุกค่ายทุกโครงการต้องมี Website และช่องทาง Online เป็นของตัวเอง รวมถึงมี Big Data ที่สามารถนำมาวิเคราะห์และอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เช่น DDproperty และ Think of Living เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมี Property-Tech หรือ Application ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น การนำ BIM (Building Information Model) เข้ามาช่วยออกแบบคำนวณการก่อสร้าง

และกำลังจะขยายฐานการขายและการก่อสร้างออกไปสูบริการหลังการขาย ซึ่งหลายค่ายก็เตรียม Application ที่ให้บริการทั้งระบบที่เรียกว่า Total Living Solution

อสังหาริมทรัพย์กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและรุนแรง และ Digital Technology ก็จะเป็นส่วนช่วยเสริมเพื่อยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ทันสมัยนำหน้าหลายประเทศมากขึ้น

แล้วคุณหล่ะ เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการขนาด SMEs และที่ปรึกษาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น นักขาย นักประเมิน วิศวกร สถาปนิก ผู้รับเหมา ผู้ขายวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ปรับตัวให้เร็ว มาเรียนมารู้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะความรู้อสังหาริมทรัพย์มีมากมาย มาติดอาวุธด้านทฤษฎี ด้านประสบการณ์ และด้านความคิดใหม่ ๆ จะได้ไม่ตกขบวนอสังหาริมทรัพย์ยุค 4.0

ผู้เขียน
รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต