ธุรกิจโรงแรมไทย หลังวิกฤต Covid-19

 

RE-CU Hotel
WISDOM for EVERYONE

 

ธุรกิจโรงแรมไทย หลังวิกฤต Covid-19

 

หลายท่านที่เป็นเจ้าของโรงแรม หรือเป็นผู้บริหารโรงแรมในปี 2020 ต้องยอมรับว่า ยากลำบากมาก มีช่องทางให้มีรายได้น้อยเต็มทน การหยุดการให้บริการ เพราะประชากรทั่วโลกหยุดเดินทางในสถานการณ์โรคระบาด ตอกย้ำสายป่านของแต่ละท่าน ซึ่งจะทอดเวลาอีกยาวนานเพียงใด หลายสำนักทำนายไว้ ตั้งแต่ 1-3 ปี

 

แต่อีกมุมหนึ่ง Covid-19 ก็ทำให้หลาย ๆ ส่วนได้พักฟื้นกลับสู่สภาพที่สวยงามขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชายหาด ทะเล ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นจุดขายที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวไทย จึงพอประเมินได้ว่า
1. Sea Sun Sand ยังจะเป็นปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวของไทย และมีสภาพที่สวยงามขึ้นจากการได้พักฟื้นช่วงสถานการณ์วิกฤต
2. Value for Money ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมาย (Destination) ที่มีความคุ้มค่าต่อเงินที่จ่ายสูง ทั้งเรื่องราคาที่พักแรม อาหาร
3. Smile Thailand อุปนิสัยเป็นมิตร มีหัวใจบริการ (Service Mind) โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต Covid-19 สร้างความประทับใจกับคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีน ที่เป็นตลาดท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดในโลก หากสถานการณ์กลับคืนสู่ปกติ ประเทศไทยน่าจะเป็นจุดหมายแรก ๆ ของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย

 

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การเตรียมความพร้อมเพื่อความได้เปรียบในสนามแข่งขัน เมื่อโอกาสมาถึง จึงเป็นสติอย่างมากที่จะสามารถชนะในเกมส์ได้

 

RE-CU HOTEL ระดมคลังสมองของผู้มีประสบการณ์สูงและบริหารธุรกิจมาอย่างยาวนาน ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง หลายครา และพร้อมจะแบ่งปันประสบการณ์ มุมมอง และกลยุทธ์ในการบริหารโรงแรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ท่าน ออกวิ่งก่อนใคร ๆ เมื่อโอกาสมาถึง

 

สมัครก่อนใคร ๆ มีชัยไปกว่าครึ่ง ที่ www.re-cu.com

 

ผู้เขียน : อาจารย์ธีรวัฒน์ พิพัฒน์ดิฐกุล

 

 

รัฐบาลสู้กับ CRISIS : COVID-19

 

10 เมษายน 2563

 

จาก “ต้มยำกุ้ง” มาสู่ COVID-19 ระยะเวลาห่างกัน 23 ปี (จากปี 2540 มาถึงปี 2563) นานพอดู แต่หลายคนก็ยังจำได้ว่า “พิษต้มยำกุ้ง” ทำประเทศเสียหายเท่าไหร่ GPD ติดลบ (-11%) เป็นประวัติศาสตร์ ระบบการเงิน-การคลังของประเทศเกือบล้มละลาย ต้องกู้เงิน IMF มาพยุง และหนึ่งในคนหนุ่มของ IMF ในขณะนี้ท่านมาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดร.วิรไท สันติประภพ) และท่านรองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็เป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจสมัยนายกทักษิณ ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้มาเป็นแม่ทัพนักรบในวิกฤติ COVID-19 แห่งปี 2563

 

รัฐบาลชุดนี้ได้แม่ทัพดี เป็นทหารมีวิธีคิดที่ดีและกล้าตัดสินใจ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน สมมุติว่าถ้าขณะนี้มีรัฐบาลชุดประชาธิปไตยจ๋า คงทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องประสานเสียงค้านกันไปมา ผู้คนคงจะตายเพราะสงคราม (โรค) มิใช่สงครามโลกครั้งนี้

ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงาน 2 อย่าง คือ

  1. เรื่องสุขภาพอนามัยชีวิตของคนไทย ว่าจะต้องเจ็บ-ปวด-ตาย เท่าไหร่ (อเมริกา อิตาลี สเปน จีน เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส) คนป่วยเป็นระดับแสนคน คนตายประมาณ 7% อีกไม่นานต้นปี 2564 หรือปลายปี 2563 ตัวเลขผู้ป่วยจะทะลุหลัก 1 ล้านคนทั่วโลก (180 จาก 200 ประเทศของโลก)
  2. รัฐบาลกำลังพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำวิกฤติ RECESSION ซึ่งอาจเป็นไปได้ถ้า GDP ติดลบ หัวใจของการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือรายได้ของประเทศ 70% อยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นต้นเหตุของ COVID มีคนป่วยมากที่สุด และกำลังแพร่กระจายออกไปต่างจังหวัด เพราะผู้คนกำลังหนี COVID กลับบ้าน (ซึ่งสงกรานต์กำลังจะมาถึงอีก 1 อาทิตย์นี้)

รัฐบาลผู้นำทัพหน้า คือ กระทรวงสาธารณสุข หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานกันอย่างหนักมาก และเสี่ยงภัยเป็นอย่างมาก แต่ประชาชนคนไทยยังไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากพอ ยังเที่ยว ดื่ม จับกลุ่ม ทำให้คำว่า “ระบาด” แพร่กระจายยังไม่หยุด

 

วิธีที่ได้ผลมากที่สุด ที่จีนทำมาแล้วคือ “จำกัดพื้นที่” ให้ป่วยในพื้นที่รักษาในพื้นที่ ป้องกันการเดินทางออกไปสู่ผู้คน สังคมส่วนรวมและสังคมอื่น ๆ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนโดยใช้คำว่า “อยู่บ้าน-หยุดเชื้อ-เพื่อชาติ” ชัดเจน จำกัดคนเดินทางเข้าและออกนอกประเทศและต่างจังหวัด แต่ก็ยังทำไม่ค่อยจะสำเร็จ (ดูจากกลุ่มคนที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากอเมริกา 150 ชีวิต ไม่ยอมถูกกักตัวกักพื้นที่) ซึ่งมีผู้มีอำนาจสั่งให้ปล่อยคนกลุ่มนั้นออกไป ทำให้ คำว่า “SOCIAL DISTANCING” และ “SOCIAL DISCRIMINATION” ไม่ได้ผล ก็จะแพร่หรือติดเชื้อออกไป เรียกว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง สร้างปัญหาให้ต้องแก้ไขกันไปอีก

 

จากกรุงเทพแหล่งเพาะเชื้อโรคระบาดมี 2 ต้นเหตุใหญ่ คือสนามมวยลุมพินี กับสถานท่องเที่ยวกลางคืนที่ผับในซอยทองหล่อ เชื้อโรค COVID แพร่กระจายไปทั่ว และไปสู่ต่างจังหวัดแล้ว จะมีบ้างบางจังหวัดที่ไม่ติดเชื้อ ประมาณ 10 จังหวัด ก็ขอชมเชยและสนับสนุนให้ทำดีกันต่อไป

 

เขียนมายาวก็เพื่อจะบันทึกเหตุการณ์ไว้ ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลจะสู้และสู้กับโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจอย่างไร?

 

การสู้กับโรคระบาด รัฐบาลทำได้ดีมาก มีต้นแบบการจำกัดพื้นที่ เวชภัณฑ์ หน่วยสนับสนุน (เช่น ทหารออกมาช่วยประชาชน)

 

ที่ยังกำลังปวดหัวกันอยู่คือ “ระบบเศรษฐกิจและการเงิน” กำลังจะแย่และจะนำไปสู่เหตุการณ์ต้มยำกุ้งไทย บริษัทฯ ห้างร้านถูกปิดลง หลายคนว่างงานและหนีกลับภูมิลำเนาเดิมในต่างจังหวัด และกำลังจะเป็นกลุ่มแพร่โรคระบาดนี้ออกไปอีกด้วย

 

สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือ ให้ระบบการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ คือ “กระแสเลือด” หยุดไม่ได้ ต้องเติมเงินลงไปในระบบอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ให้ผู้มีรายได้น้อย มีเงินสดแจกลงไปที่รากหญ้า เพื่อให้เกิดการบริโภคจับจ่ายใช้สอยจากรากฐาน กระจายขึ้นมาข้างบน ทฤษฎีนี้ทำกันทั่วโลก อเมริกาใช้วิธี “จ้าง” คนชั้นล่าง “ขุดดิน” อีกกลุ่ม “กลบดิน” (ทฤษฎีของ KEYNESIAN) ซึ่งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คนชั้นล่าง 2 กลุ่ม มีคนได้ว่าจ้างจากรัฐบาล การจับจ่ายใช้สอยก็เกิดขึ้น ทำให้เงินสะพัด

 

สมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้ทำมาแล้วโดยการแจกเงินให้กับท้องถิ่น ระดับตำบล ก็ให้ไปทำการพัฒนาสร้างพื้นฐานของชุมชน ให้คนในชุมชนและชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

 

การเติมเงินแบบนี้ ขณะนี้เค้าก็ใช้กันทั่วโลก เป็นวิธีการทางด้านมหภาค ด้านการเงินนำมากระตุ้นการบริโภคกันเป็นส่วนใหญ่

 

ผู้เขียน : รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต (RE-CU)

 

มาตรการกู้ “เศรษฐกิจ” กับ “CRISIS” COVID-19

 

10 เมษายน 2563

 

ขณะนี้วิกฤติโรคระบาดกำลังพุ่งขึ้นสูงมาก ศูนย์กลาง COVID-19 ระบาดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และกำลังกระจายออกสู่ต่างจังหวัด พร้อมทั้งยังมีคนไทย และคนต่างชาติเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับ 2,500 คน และยังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1% ทุกอาทิตย์ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 32 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10-04-63) ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อน มากกว่าคนหนุ่มสาว

 

แม้ปัญหาสาธารณสุขจะเริ่มควบคุมได้ แต่ปัญหาธุรกิจและเศรษฐกิจเลวร้ายลง บริษัทต่างปิดตัวกันเพิ่มขึ้นทุกขณะ ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ในตลาดหุ้น เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากการขาดสภาพคล่อง รายได้ไม่มี มีแต่รายจ่าย รวมทั้งหนี้สินที่มีอยู่มากล้นพ้นตัว พนักงานถูกเลิกจ้าง ต้องออกจากงาน และภาวะคนว่างงานเพิ่มทุกขณะ กำลังจะกลายเป็นปัญหาสังคม และนำไปสู่ปัญหาการเมืองในอนาคตต่อไป

 

รัฐบาลทำงานอย่างหนัก เพื่อพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือเรื่องอาหารที่กำลังจะไม่พอ แย่งกันซื้อ และมีการกักตุนสินค้า อาหารแห้งจาก OUT-LET แทบทุกแห่ง

 

มาตรการที่ 1 : รัฐบาลจะเพิ่มกระแสเลือดทางเศรษฐกิจ คือทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ แทนที่จะปล่อยให้เป็นปัญหากระแสเงินหมุนเวียน แบบในปีต้มยำกุ้ง ด้วยการปิดสถาบันการเงินทำให้เศรษฐกิจขาดเลือดหมุนเวียนการเติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อย และผู้ตกงานก็คือ การเพิ่มกำลังซื้อ และบริโภคจากเบื้องล่างให้กระจายสู่บนได้ผลพอควร เพื่อประชาชนที่มีรายได้น้อย ผู้ตกงานจะได้ลดแรงกดดันและการหวาดผวากลัวไม่มีเงินจะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ถึงแม้ว่ามาตรการนี้จะได้ผลระยะสั้น แต่ก็เกิดปัญหาตามมาคือการกักตุน และการเก็งกำไร

 

มาตรการที่ 2 : การยืดหนี้ ให้กับกลุ่มคนรายได้น้อย คนชั้นกลาง ให้มีโอกาสหายใจและกำลังใจที่จะยืดชีวิตต่อไปได้

 

มาตรการที่ 3 : กำลังกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศ เช่น IMF แบบในอดีต เพื่อนำเงินกู้มาใช้หมุนเวียนเศรษฐกิจ

 

ถ้าจะลองดูว่ามีทางไหนอีกบ้าง ที่จะช่วยแก้วิกฤติด้านการเงินที่กำลังลุกลามเหมือนปี 2540 ก็อาจจะลองมองดูในมหภาคสัก 3 ด้าน

  1. โครงการถุงยังชีพธงฟ้า ให้กับผู้มีรายได้น้อยและครอบครัวผู้ตกงาน แก้ปัญหาสินค้า ปัจจัยและอาหารที่จำเป็นเหมือนสมัยน้ำท่วมใหญ่ การได้มาด้วยถุงยังชีพ ควรจะเพิ่มจากการว่าจ้าง SME ด้านอาหาร ในแต่ละเขตจัดทำขายให้กับรัฐ เพื่อรัฐจะได้นำไปแจกจ่ายแก่ผู้ด้อยโอกาส 2 กลุ่ม เป็นการหมุนเวียนรายได้ และสินค้า เกิดจากการจ้างแรงงาน และเป็นผลผลิตสวัสดิการอาหารของรัฐไปพร้อมกัน
  2. ยืดหนี้ส่วนบุคคล และธุรกิจ SME ด้วยการให้ TAX CREDIT หรือ TAX COUPON แก่ผู้ค้าให้ผ่อนระยะยาวได้ 2-3 ปี โดยไม่ต้องกู้ IMF มาเพิ่มสภาพคล่องให้เกิดการพัฒนาของรัฐ
  3. ระยะยาวคือสร้างวิกฤตให้มีโอกาส ก็คือโอกาสเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตยานยนต์จากน้ำมันมาเป็น EV (ELECTRIC VEHICLE) ซึ่งผลิตจักรยานยนต์ TAXI VAN เล็ก และรถเล็กปีละ 500,000 คัน จากนิคมอุตสาหกรรม EEC โดยรัฐบาลว่าจ้างให้ผลิตเป็น OEM พร้อมทั้งจัดกองทุนกู้ เพื่อ EV ให้ TAXI จักรยานยนต์สามารถ TRADE รถเก่ามาเป็นรถปลอดมลพิษพร้อมทั้งเสริมด้วยมาตรการปิดล้อมไม่ให้รถน้ำมันเข้ามาภายในกรุงเทพฯ แก้ปัญหาฝุ่นจิ๋วอากาศเป็นพิษไปพร้อม ๆ กัน ได้ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าน้ำมันไปในตัว 3 มาตรการสั้นๆ และยาวนี้ อาจเป็นข้อเสนอที่จะช่วยเสริมการแก้ปัญหาได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

เขียนโดย : รองศาสตราจารย์มานพ พงศทัต (RE-CU)

 

 

“ในวิกฤติมีโอกาส”

 

จากเหตุการณ์ “มหันตภัยไวรัสโควิด-19” ที่เล่นงานประชากรโลกจนย่ำแย่กันไปตาม ๆ กัน ประเทศไทยก็คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์นี้ แต่ก็นับว่าได้รับผลกระทบไม่มากในเรื่องการเจ็บป่วย ถ้าเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศในโลกใบนี้…….ต้องขอชื่นชมการทำงานหนักของรัฐบาล และหน่วยงานการแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ช่วยกันเสียสละกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสมองในการเข้าช่วยเหลือผู้คนในประเทศไทยในครั้งนี้

 

ในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ในแต่ละองค์กรก็ได้สร้างภูมิป้องกันด้วยมาตรการต่าง ๆ ขึ้นมาดูแลและจัดการองค์กรของตน อาทิ

  • การรักษาเงินสด
  • การประหยัดต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
  • การใช้จ่ายเงินอย่างรัดกุม

ประการสำคัญ คือ การสร้างยอดขายเพื่อเป็นรายรับสำหรับองค์กร ซึ่งก็ไม่ง่ายในสภาวะขณะนี้

 

ความเห็นส่วนตัวของผม : คนที่ผ่าน และเติบโตมากับวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 มาแล้ว ก็คงมีประสบการณ์และความหนักแน่นในการตั้งหลักรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้และไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ซึ่งในเรื่องนี้ อยากฝากคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่เพิ่งย่างก้าวเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ต้องตั้งหลักและตั้งสติให้ดีครับ ประเทศไทยของเรายังปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ เยอะครับ จะดูได้จากน้องๆ นักศึกษาที่ขอกลับประเทศ เพราะเมืองนอกอยู่ยากจริง ๆ ซึ่งผมเชื่อว่า เหตุการณ์ ไวรัสโควิด-19 นี้ น่าจะควบคุมได้ และผ่านไปในไม่ช้านี้” เป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ

“ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ”

 

ในช่วงว่างๆ ผมเองก็นั่งคิดนั่งพิเคราะห์ว่า เมื่อสงครามสงบจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกครั้งและอะไรคือ ธุรกิจที่เราน่าจับตามอง ในวันนี้ธุรกิจที่ดียังเหลืออยู่คือ

  • ธุรกิจเกี่ยวกับด้านยา
  • สาธารณสุขต่าง ๆ

เนื่องจากเป็นภาวะของการติดเชื้อโรค และที่เห็นยังพออยู่ได้ในขณะนี้ก็คือ

  • ธุรกิจอาหารที่ส่งตามบ้านต่างๆ
  • พี่ พี่มอเตอร์ไซค์ ที่ยังคงนั่งบิดกันอย่างเป็นพัลวันกับยอดสั่งที่ได้รับ

วิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้

มีข้อแตกต่างจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

 

เพราะวันนั้นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่พังล้มในประเทศไทย จนทำให้ภาคเอกชนได้รับความเดือดร้อน มีการปลดพนักงานออกเป็นจำนวนมากเพื่อรักษาสภาพขององค์กรให้ดีที่สุด ในวิกฤตการณ์ครั้งนั้นแตกต่างจากครั้งนี้ วันนั้นผมยังจำได้ ว่ามีภาพความน่ารัก ๆ เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต เราจะเห็นพนักงานหนุ่มสาวที่ถูกออกจากงานหรือที่ขยันทำมาหากิน เอารถออกมาจอดเพื่อขายของที่เหลือใช้หรือเอาสินค้ามาจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไป เป็นบรรยากาศตลาดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในหลายๆ สถานที่และมุมเมืองต่าง ๆ เรายังจำกันได้ใช่ไหมครับกับ คำว่า “เปิดท้ายขายของ”

 

แต่เหตุการณ์วันนี้แตกต่างกัน ไม่มีภาพของการเปิดท้ายขายของ เหตุผลเพราะการแพร่กระจายของโรค ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการเข้ม ห้ามออกจาก เคหะสถานและที่พัก การพบปะกันในที่ประชุมก็ทำไม่ได้ แม้แต่พอจะคุยกันได้ก็ยังต้องนั่งห่าง ๆ กัน และนี่คือ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้วิกฤตการณ์ในครั้งนี้เศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดขึ้นจากการออกไปทำธุรกิจธุรกรรมไม่ได้ ต้องอยู่บ้านไม่ได้เพราะถูกไล่ออกจากงาน แต่จะออกไปทำงานก็ไปไม่ได้ ต้อง work from home…… ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ร้านค้าถูกบังคับให้จำยอมต้องปิดตัวลง คงเหลือที่ทำได้บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

 

แต่….ที่น่าสนใจ คือ “วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งโลกและไม่ได้เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจที่พังทลายบนพื้นฐานของธุรกิจอย่างแท้จริง” แต่เป็นการเสียหายลงจากโรคร้าย ซึ่งก็หวังว่าจะผ่านพ้นไปได้ในเร็ววันนี้ เราถึงน่าจะกลับมามองดู

 

สมมุติว่า : ถ้าวันนี้โรคร้ายได้จากไป เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นดีขึ้นอีกครั้ง นอกจากการฟื้นฟูธุรกิจที่ทำอยู่ของแต่ละองค์กรแล้ว มีธุรกิจอะไรที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นใหม่และน่าสนใจในการลงทุน อย่าลืมคำนี้นะครับ

 

“หลังสงครามจะมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเสมอ”

 

ผู้เขียน : อาจารย์นิวัติ ลมุนพันธ์

 

ไปอิตาลีกับ RE-CU SENIOR # 62

เรื่องเล่า FIELD TRIP RE-CU SENIOR # 62 เราได้จัดให้เดินทางศึกษาดูงานโครงการตัวอย่างที่เมืองโคโม และเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำไม 2 เมืองนี้จึงเป็นเมืองยอดนิยมทั้งกับชาวอิตาลีและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

 

ทริปนี้เราได้นำผู้เข้าอบรมเดินทางตรงไปยังเมืองแบร์กาโม เพื่อดูตัวอย่างเมืองเก่าที่มีการจัดวางผังเมืองได้เป็นอย่างดี ตัวเมืองตั้งอยู่บนเขาซึ่งเราต้องนั่งรถรางขึ้นไปยังเมืองนี้ เมืองแบร์กาโมเป็นเมืองที่อยู่ในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ราว 40 กิโลเมตรของตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิลาน แบร์กาโมมีประชากรประมาณ 121,000 คน ในปัจจุบัน แบร์กาโมเป็นเมืองทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุโรปแบบย้อนยุคสมัยตอนกลาง ซึ่งการวางผังเมืองและการออกแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะยุคกลาง และยุคเรเนสซองส์ไว้ด้วยกัน มีการวางผังเมืองโดยยึดการอนุรักษ์เขตเมืองเก่าไว้อย่างมีระเบียบ ยังคงเก็บรักษาร่องรอยประวัติศาสตร์ และอนุรักษ์เมืองเก่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปพัฒนาปรับให้สอดคล้องกับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะจุดสำคัญ กำแพงเมืองโบราณ หรือ VENETIAN WALLS ที่สร้างไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกในอดีต และยังจัดเก็บให้เห็นในสภาพที่สมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงโบสถ์เก่าที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ยังเก็บรักษาไว้ได้สวยงาม และเล่าเรื่องราวของความเป็นมาในยุคอดีตถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

หลังจากนั้นเราเดินทางเข้าสู่เมืองโคโม เมืองแห่งใบไม้เปลี่ยนสี ตั้งอยู่ในแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี อยู่ติดชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่อากาศดีที่สุดอีกเมืองหนึ่งเลยทีเดียวที่ทำให้คนอิตาลี และนักท่องเที่ยวต่างจัดอันดับให้ว่าเป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุด และมีชื่อเสียงมากที่สุดในอันดับต้นๆ ของประเทศอิตาลี เมืองโคโมยังมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศอิตาลี รองจากทะเลสาบการ์ดาและทะเลสาบมัจจอเร ชื่อทะเลสาบโคโม (LAKE COMO) มีรูปร่างเหมือนตัว Y กลับหัว ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโคโม โดยมีความยาวรอบทะเลสาบถึง 160 เมตรเลยทีเดียว มีพื้นที่โดยรอบประมาณ 146 ตารางกิโลเมตร ที่สามารถชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของธรรมชาติ และเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีอย่างเทือกเขาแอลป์ได้อีกด้วย เมืองโคโมคือหนึ่งในจำนวนเมืองมากมายที่ตั้งรายล้อมทะเลสาบแห่งนี้ และยังอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเมืองมิลาน และอาหารที่ขึ้นชื่อใครมาก็ต้องทานคือ PIZZA และ GELATO คือ ไอศกรีม ที่ใครมาต่างก็ต้องมาลองชิมกัน

 

หลังจากที่เราได้ชมเมืองโคโมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งระหว่างทางกลับเข้าเมืองมิลาน เราได้พาแวะเยี่ยม ชมโครงการเมืองใหม่ของเมืองมิลาน ชื่อโครงการ CITYLIFE DISTRICT ประกอบไปด้วยอาคารที่พักอาศัย อพาร์ทเม้นท์ สำนักงานโรงเรียน โรงพยาบาล และช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ซึ่งออกแบบโดย ZAHA HADID สถาปนิกหญิงระดับโลก ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งเส้นโค้ง”  ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ผู้คนที่เข้าไปสัมผัสได้เห็นถึงแนวคิดในการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งได้อย่างกลมกลืน สวยงาม คลาสสิคและร่วมสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ แม้กระทั่งหลังคาโครงสร้างของการออกแบบช้อปปิ้งมอล์ล และคอนโดมิเนียม ยังแสดงออกถึงการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองมิลานได้เลยทีเดียว เมืองใหม่แห่งนี้อยู่ใกล้ๆ ตัวเมืองมิลาน สามารถนั่งรถไฟใต้ดินเพียง 20 นาที หรือเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถสาธารณะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

 

หลังจากที่เราดูเมืองใหม่ CITYLIFT DISTRICT เรียบร้อยแล้ว เราได้พาไปเยี่ยมชมโครงการที่ได้รับรางวัล “INTERNATIONAL HIGHRISE AWARD” ในปี 2514 ชื่อโครงการ “BOSCO VERTICAL” ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมที่จัดว่าสวยงาม รอบตึกมีสีเขียวปกคลุมทั้งตึก ซึ่งตั้งอยู่ใกลัศูนย์กลางของเมืองมิลาน ซึ่งเป็นหนึ่งในตึกระฟ้าที่น่าสนใจที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง “THE VERTICAL FOREST” เป็นส่วนหนึ่งของ PORTA NUOVA โครงการฟื้นฟูเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดำเนินการเรียบร้อยก่อนงาน MILAN EXPO 2015 อีกด้วย

 

ซึ่งโครงการดังกล่าว ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง “STEFALNO BOERI, GIANANDREA BARRECA” และ “GIOVANNI LA VARRA” โดยการออกแบบมุ่งเน้นให้ตัวอาคารสามารถมองเห็นวิวทิศทัศน์ของเมืองรอบทิศทางได้ทั้งหมด โครงการนี้มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของ PORTA NUOVA (ประมาณ 160,000 ตารางเมตร) ประกอบด้วยป่าแนวตั้ง สวน PORTA NUOVA, สวน DE CASTILLIA DELL’ISOLA จัตุรัส GAE AULENTI ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอาร์เจนตินา CESAR PELLI ซึ่งตึกนี้ชนะเลิศด้านรางวัลนานาชาติตึกสูง “RISE AWARD” เป็นการประกวดระดับนานาชาติทุกๆ 2 ปี ที่มอบรางวัลให้สำหรับตึกระฟ้าที่สวยงามและมีความทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งรางวัลนี้มอบโดย “พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมแฟรงก์เฟิร์ต” ประเทศเยอรมัน

 

ต่อจากนั้นเราขึ้นไปชมตึก “UNICREDIT” ซึ่งอาคารนี้เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศอิตาลี สร้างขึ้นในปี 2009 อาคารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก ชื่อ “CE’SAR PELLI” อาคารนี้เป็นสำนักงานใหญ่ของ UNICREDIT ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอิตาลี และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างที่อยู่อาศัย และเป็นอาคารที่ทำธุรกรรมทางด้านเกี่ยวกับการเงิน การลงทุนเป็นหลัก ส่วนที่เรานำขึ้นไปเยี่ยมชมนั้นเป็นชั้นบนของตึกที่ให้ทำให้เห็นการออกแบบโครงสร้างของตึกนี้ และเห็นการวางผังเมืองรอบๆ เมือง มิลานอีกด้วย หลังจากนั้นเราได้แวะเยี่ยมชมการออกแบบห้อง CO-WORKING SPACE ซึ่งเป็นห้องทำงานสวนรวม ซึ่งถือว่าเป็น OFFICE ส่วนหนึ่งของอาคารนี้ การออกแบบจัดวางได้อย่างลงตัวเหมาะสมกับสำนักงานตัวอย่าง เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ไม่มีอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ใดใดให้เห็นเลยแม้แต่สักชิ้นเดียว ซึ่งในการทำงานที่ส่วนนี้ใครมาถึงก่อนนั่งทำงานตรงไหนในสำนักงานได้ก่อนเลย โดยไม่มีการจัดวางเทคโนโลยีสนับสนุนแต่อย่างใดเลย แต่สามารถทำงานเชื่อมต่อได้กับทุกแผนกทุกส่วนงานได้อย่างรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย ตลอดจนทั้งส่วนของ CO-WORKING SPACE ชั้นนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถเห็นเมืองและบรรยากาศรอบๆ เมือง ได้ไกลถึงโบสถ์ DUOMO ซึ่งเป็น LANDMARK สำคัญของประเทศอิตาลีอีกด้วย

 

หลังจากนั้นเราเข้าใจกลางเมืองมิลาน (MILAN) หรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่า “มิลาโน่ (MILANO)” เป็นเมืองหลวงทางด้านแฟชั่นของโลก และเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของอิตาลี มหาวิหารแห่งเมืองมิลาน หรือที่เรียกว่า “ดูโอโม่ (DUOMO)” ชื่อนี้ไว้ใช้เรียกมหาวิหารประจำเมือง แทบจะมีดูโอโม่ทุกเมืองที่สำคัญๆ เลย น่าจะเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของคนในเมือง ดูโอโม่ที่เมืองนี้สร้างในสถาปัตยกรรมแบบโกธิก ยอดที่สูงที่สุดประดับด้วยรูปสลักพระแม่มาเรียสูง 4 เมตร หุ้มด้วยทองคำทั้งองค์ มีชื่อเรียกว่า “มาดอนนิน่า (MADONNINA)” ภายในมหาวิหารดูเรียบง่าย แต่โอ่อ่ากว้างขวาง ตามแบบโกธิก ด้านหน้ามหาวิหารจะเป็นลานกว้าง เรียกว่า “ปิอาซซ่า เดล ดูโอโม่ (PIAZZA DEL DOUMO)” เป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนมาทุกยุคสมัย และสุดท้ายเราแนะนำให้เข้าชมห้างสรรพสินค้า “LA RINASCENTE” ห้างหรูที่เมืองมิลาน ที่มีเซ็นทรัลกรุ๊ปเป็นเจ้าของ โดยเจาะกลุ่มไฮเอนด์ ตั้งเป้าหมายให้เป็น HISTORICAL & LUXURY DEPARTMENT STORE ขณะนี้มีถึง 11 สาขาในอิตาลีตามเมืองต่างๆ แต่ละแห่งจะมีลักษณะ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นต่างกัน ห้างนี้ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 ห้างสรรพสินค้าของโลกที่ทุกคนต้องไปเยือนโดย UK BUSINESS INSIDE ซึ่งห้างดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จทางด้านการลงทุนในต่างประเทศและทำให้คนต่างชาติยอมรับให้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย

 

“REMEMBER THAT HAPPINESS IS A WAY OF TRAVEL–NOT A DESTINATION”– ROY M. GOODMAN

จงจำไว้ว่า ความสุขเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง คงเหมือนการเดินทาง FIELD TRIP ครั้งนี้ที่เต็มไปด้วยสาระความรู้ มิตรภาพ ความอบอุ่น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพวกเรา แล้วพบกันใหม่ที่ RE-CU SENIOR รุ่นที่ 63 นะคะ ครั้งหน้าเราจะไปดูเมืองเก่า โรงแรมในถ้ำ และดูบอลลูนที่ ตุรกี กัน!!!